แผนงานบุหรี่ ปี 2561 กองทุนสุขภาพตำบล อบต.ฉลุง
อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล
ประจำปีงบประมาณ 2561
| ชื่อแผนงาน | แผนงานบุหรี่ ปี 2561 กองทุนสุขภาพตำบล อบต.ฉลุง |
| ประเด็นแผนงาน | แผนงานยาสูบ |
| องค์กร | กองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลฉลุง |
| ปีงบประมาณ | 2561 |
| สถานการณ์ปัญหา | แบบสอบถาม navigate_before 2560 navigate_next | ขนาดปัญหา | |
|---|---|---|---|
| 1 | ร้อยละของการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน
|
80.00 | |
| 2 | ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน
|
80.00 |
บุหรี่เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญทางประชากรโลกองค์การอนามัยโลกรายงานว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 4 ล้านคน สาเหตุการตายของโรคมะเร็งปอดโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง และเส้นโลหิตในสมองแตกหรือตีบมาจากบุหรี่ ในประเทศไทยบุหรี่เป็นสาเหตุการตายของคนไทยปีละ 42,000 คน เฉลี่ยวันละ 115 คน (มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่,2544) นอกจากทำลายสุขภาพแล้วยังทำให้สูญเสียรายได้ ผลร้ายจากควันบุหรี่ทำให้เกิดโรคต่างๆ กว่า 100 โรค เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 50,000 คนต่อปี และผู้ติดบุหรี่มีโอกาสสูงที่จะหันไปบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติดอื่นๆ ประเทศไทยมีความพยายามในการดำเนินการควบคุมยาสูบด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่เชื่อว่ามีประสิทธิภาพ ได้แก่ มาตรการทางภาษีและราคา เพื่อเน้นป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ การช่วยเลิกบุหรี่ และที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลการควบคุมดีขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปี 2534-2549 อัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และแม้หลังจากนั้นจะยังมีแนวโน้มลดลง แต่เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เกือบคงที่ในช่วงปี 2549-2552 และกลับมาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงปี 2552-2554 ซึ่งสถานการณ์การสูบบุหรี่ที่มีแนวโน้มคงที่และขยับสูงขึ้น สถานการณ์การสูบบุหรี่ที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่แย่ลงมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น มาตรการทางภาษีที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อราคาบุหรี่ที่สูงขึ้น และเชื่อว่าจะทำให้ผู้สูบบุหรี่ลดลง กลับพบว่า แรงต้านที่เกิดจากอุตสาหกรรมยาสูบ จึงผลิตบุหรี่ราคาถูกออกขาย เป็นผลให้ผู้สูบบุหรี่ที่ยังไม่ต้องการเลิก เปลี่ยนยี่ห้อจากบุหรี่ราคาแพงมาสูบบุหรี่ราคาถูกมีการเปลี่ยนประเภทจากบุหรี่โรงงานมาเป็นบุหรี่มวนเอง (ยาเส้น) เนื่องจากมีราคาถูกและหาได้ง่าย มากกว่า 30 จังหวัดของประเทศไทยยังคงมีการปลูกยาสูบ ทั้งเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและนำมาสูบ และทำเป็นสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน การขาดความตระหนักของผู้บริโภคยาสูบถึงอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของตนเองและคนใกล้ชิดสำหรับในปีพ.ศ. 2544 ยังพบอีกว่า 5 จังหวัดลำดับแรกที่มีอัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบันสูงสุดของประชากรรวมส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสานได้แก่หนองบัวลาภูตากแม่ฮ่องสอนหนองคายและกำแพงเพชรขณะที่ในปีพ.ศ. 2550 พบว่ามีเพียง 1 จังหวัดในภาคเหนือได้แก่จังหวัดตากซึ่งมีอัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบันของประชากรรวมสูงเป็นอันดับ 1 หากแต่จังหวัดที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูงเป็นอันดับที่ 2 และ 3 กลับเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ได้แก่ปัตตานีและสตูลจากข้อมูลดังกล่าว พบว่าจังหวัดสตูลเป็นจังหวัดที่น่าเป็นห่วง เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบระหว่างปี 2544-2550 พบมีแนวโน้มสูงขึ้น มีอัตราการสูบบุหรี่สูงเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ โดยอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 32.26 (ส่วนใหญ่พบในเพศชาย) พบปริมาณการสูบบุหรี่เฉลี่ย 11.04 มวนต่อวันต่อคน อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ คือ 17.9ปี และพบกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุน้อยลงค่อนข้างมากกว่ากลุ่มอื่น จากการถอดบทเรียนงานวิจัย เรื่อง การขับเคลื่อนสู่จังหวัดปลอดบุหรี่ของจังหวัดสตูล พบว่า อัตราการสูบบุหรี่สูงสุดอยู่ในกลุ่มผู้นำ รองลงมา ประชาชน คิดเป็นร้อยละ 40.8 และ36.6 ตามลำดับ การรับรู้สถานที่ปลอดบุหรี่ต่ำในสถานที่ที่เป็นตลาด ที่สาธารณะ ร้านค้า(อภิรดี แซ่ลิ่ม และคณะ,2556) นอกจากข้อมูลดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมประชากรชาวตำบลฉลุง ได้ใช้พื้นที่สาธารณะ พบว่า ทุกครั้งหลังจากประกอบศาสนากิจที่มัสยิด มีผู้สูบบุหรี่จากการสำรวจของเยาวชน โดยสำรวจใน 50 ครัวเรือน พบว่า มีผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวสูบบุหรี่ ร้อยละ 60.0 โดยร้อยละ 70.0 ได้สูบบุหรี่ก้นกรอง รองลงมา สูบบุหรี่มวนเอง ร้อยละ 30 สำหรับมารยาทที่เป็นปัญหาของผู้สูบบุหรี่ พบมากที่สุด คือ วัยผู้ใหญ่จะมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ภายในบ้าน ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างและเด็กเล็ก ทิ้งก้นบุหรี่ตามท้องถนน ตามลำดับ และจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำศาสนาเกี่ยวกับข้อห้ามหรือข้อยืดหยุ่นในการสูบบุหรี่ ได้กล่าวว่าการสูบบุหรี่เป็นข้อห้ามในหลักการของอิสลาม แต่เนื่องด้วยความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมการดำรงชีวิตในชุมชนตำบลฉลุง มักมีพฤติกรรมความเคยชินมักยื่นซองบุหรี่ให้แก่กันไม่ว่าจะพบปะกันตามบ้านเรือน ร้านน้ำชาร้านค้า หรือแม้กระทั่งมัสยิด จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ประชาชนชุมชนตำบลฉลุง ยังมีโอกาสได้ควันบุหรี่ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกิดจากบุหรี่ ดังนั้นการสร้างความเข้าใจให้กับผู้มาใช้สถานที่ที่เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ การให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่และมารยาทการสูบบุหรี่ การเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ของชุมชนตำบลฉลุง ลดลง และเกิดพื้นที่ปลอดควันบุหรี่มากขึ้น
| วัตถุประสงค์ | ตัวชี้วัด | ขนาดปัญหา | เป้าหมาย 1 ปี | |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เพื่อลดการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน | ร้อยละของการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน |
||
| 2 | เพื่อลดการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน | ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน |
||
| 3 | เพื่อให้ผู้ใช้พื้นที่สาธารณะ ตระหนักถึง พิษภัย ผลกระทบของบุหรี่ และโทษของบุหรี่เพิ่มจากเดิม |
ร้อยละ 80 |
0.00 | |
| 4 | เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีมารยาทในการสูบุหรี่ โดยมีบริเวณห้ามสูบบุหรี่ภายในพื่นที่สาธารณะ |
ร้อยละ 80 |
0.00 |
| แนวทาง | วิธีการสำคัญ | |
|---|---|---|
| 1 | เพื่อสกัดกั้นนักสูบรายใหม่ในชุมชน | โดยการ: - คัดกรองและปรับพฤติกรรม - พัฒนาศักยภาพแกนนำ - จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน วิธีการสำคัญ 1. ระบุกลุ่มเป้าหมายที่อาจกลายเป็นผู้สูบรายใหม่ของชุมชน เช่น เด็ก เยาวชน และสตรี ฯลฯ พร้อมทั้งกำหนดพื้นที่ดำเนินงาน เช่น บ้าน ชุมชน โรงเรียน 2. จัดตั้งทีมปฏิบัติการชุมชน เพื่อสำรวจ และค้นหากลุ่มเสี่ยงหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการมั่วสุมของเด็กและเยาวชนในชุมชน หรือ เสี่ยงที่จะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้โดยง่าย 3. จัดทีมอาสาสมัครเพื่อการคัดกรอง (กลุ่มเสี่ยง กลุ่มสูบ) และการบำบัดอย่างย่อในชุมชน 4. พัฒนาแกนนำ และเครือข่ายป้องกันระดับเยาวชน ในการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมยาสูบ 5. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างสมรรถนะแห่งตน/ทักษะชีวิตในการหลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุ /ทักษะการจัดการความเครียดและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 6. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเห็นคุณค่าแห่งตน/การใช้เวลาว่าง/การสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน 7. ส่งเสริมบทบาทของสถานศึกษาของชุมชน เช่น โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยให้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องการควบคุมยาสูบและการเลิกยาสูบ และสนับสนุนให้มีโครงการสร้างผู้นำนักศึกษาในด้านการควบคุมยาสูบ |
| 2 | เพื่อส่งเสริมกลไกในการลดการเข้าถึงยาสูบ |
|
| 3 | เพื่อจัดบริการช่วยเลิกหรือส่งเสริมการเลิกยาสูบอย่างเป็นระบบ | บริการช่วยเลิกหรือส่งเสริมการเลิกยาสูบอย่างเป็นระบบ เช่น - กิจกรรมช่วยเลิกเชิงรุก - คลินิกเคลื่อนที่ - คลินิกชุมชน - และการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยระบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น
- ในกลุ่มสูบ วิธีการ
|
| 4 | เพื่อพัฒนาทางเลือกในการช่วยเลิกยาสูบตามบริบทชุมชน | (ระบุวิธีช่วยเลิกและกลุ่มเป้าหมาย) - การเพิ่มจำนวนผู้เลิกสูบ - การลดจำนวนผู้กลับมาสูบซ้ำ - การลดปริมาณการสูบสำหรับผู้ที่สูบอยู่ วิธีการ
|
| 5 | เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายโดยการสร้างและพัฒนามาตรการควบคุมยาสูบในระดับชุมชน สำหรับควบคุมการสูบและการจำหน่าย |
|
| 6 | เพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบยาสูบโดยลดการสัมผัสควันยาสูบมือสอง | โดยการสร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการไม่สูบในชุมชน วิธีการ
|
| 7 | เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารข้อมูลยาสูบในชุมชน | เน้นการตื่นรู้ของชุมชนให้รู้เท่าทันพิษภัยยาสูบและกลยุทธ์อุตสาหกรรมยาสูบ (ระบุ รูปแบบการสร้างกระแส/พัฒนารูปแบบการสื่อสาร/ชุดทดลองอันตรายจากยาสูบ ฯลฯ) วิธีการ
|
| 8 | อบรมให้ความรู้ รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ |
อบรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ |
| 9 | เพื่อเพิ่มผู้ขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบในระดับพื้นที่ |
|
| 10 | เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยการสร้างพื้นที่และบุคคลต้นแบบด้านการจัดการควบคุมยาสูบในชุมชนแบบครบวงจร | • ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน • หอชุมชนแสดงรางวัลเชิดชูเกียรติ (บุคคลต้นแบบ และพื้นที่ต้นแบบ) • กลุ่มเยาวชนแกนนำในการขับเคลื่อน • ทำเนียบบุคคลต้นแบบด้านการ ลด ละ เลิกยาสูบ • แหล่งรวบรวมองค์ความรู้และนวัตกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ วิธีการ
|
| ชื่อโครงการย่อย | ประเภท | ผู้รับผิดชอบ | งบประมาณที่ตั้งไว้ (บาท) |
|---|