ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการระบาดในเกือบทุกพื้นที่ ภาคใต้ตอนล่างมีการระบาดของยาเสพติดในระดับมากถึงมากที่สุดเทียบกับสัดส่วนกับภาคอื่นๆ และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นปัญหาที่ควบคู่กับสถานการณ์ความไม่สงบ และยังเป็นภัยแทรกซ้อนที่ทุกหน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญ นอกจากนั้นยังมีเด็กและเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พัวพันกับยาเสพติดมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 1 ผลจากการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม และสิงหาคม 2559 มีระดับความรุนแรงการแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ชุมชน (ร้อยละ 23.2 และร้อยละ 14.4 เทียบทั่วประเทศอยู่ที่ ร้อยละ 10.3, 5.8) โดยมีระดับความรุนแรงปัญหาผู้ค้าในหมู่บ้าน (ร้อยละ 8.0, 5.9 ทั่วประเทศอยู่ที่ ร้อยละ4.2, 3.4) [1] ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ปี 2560 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ จานวน 2,508 ราย แบ่งเป็นข้อหาครอบครอง จานวน 1,421 ราย ครอบครองเพื่อจาหน่าย จานวน 458 ราย ข้อหาเสพ จานวน 409 ราย ข้อหาผลิต จานวน 197 ราย ข้อหาจาหน่าย จานวน 22 ราย โดยมีของกลางยาเสพติด ดังนี้ ยาบ้า จานวน 1,317,205 เม็ด พืชกระท่อม จานวน 4,430 กิโลกรัม เฮโรอีน จานวน 2.03 กิโลกรัม กัญชา จานวน 3.07 กิโลกรัม ไอซ์ จานวน 1.04 กิโลกรัม ยาอี จานวน 2 เม็ด ยาแก้ไอ จานวน 8,835 ขวด วัตถุออกฤทธิ์ (ทรามาดอล) จานวน 11,221 เม็ด [2] ปัญหายาเสพติดประเภท “กระท่อม” ที่มีการระบาดอย่างหนักในกลุ่มเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรียก “สี่คูณร้อย” ลักษณะเป็นการต้มใบกระท่อม นามาผสมกับยาแก้ไอ น้าอัดลม และน้าแข็ง มักใช้ดื่มเป็นกลุ่ม หรือมีการเติมส่วนผสมอื่นเช่น ยาอัลปราโซแลม ยากันยุง ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2559 พืชกระท่อม เป็นยาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้ต้องหาในคดีพืชกระท่อมทั้งหมด 4,646 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนามาจาหน่ายในพื้นที่เพื่อนามาเป็นส่วนผสมของยาเสพติดยอดนิยม "สี่คูณร้อย" [3] ส่งผลให้การค้าและการแพร่ระบาดของพืชกระท่อม ยาแก้ไอ ซึ่งเป็นส่วนผสมของสี่คูณร้อย มีเพิ่มสูงขึ้นด้วย
ปัญหายาเสพติดไม่เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพของผู้เสพเท่านั้น หากผู้เสพนั้นเป็นเด็กหรือเยาวชนกระทบต่ออนาคต โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษา เด็กจะถูกให้ออกจากโรงเรียน และจะไปก่อปัญหาและสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน เช่น การลักขโมย ปล้น จี้ ทะเลาะวิวาด หรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ เกิดการชักชวนกันก่อเหตุ
การแก้ปัญหายาเสพติดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความยากลาบาก และเป็นปัญหาที่ทับซ้อนกับสถานการณ์ความไม่สงบ ร่วมทั้งขาดความร่วมมืออย่างจริงจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือชุมชนเอง ส่วนหนึ่งอาจมองว่าปัญหายาเสพติดแก้ยาก และมีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยชุมชนได้มีข้อเสนอแนะแนว
-2-
ทางการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่สำคัญ 3 อันดับแรกของภาคใต้ คือ การปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด การลงโทษผู้ผลิตผู้เสพและการปลูกฝังให้ครอบครัวช่วยกันสอดส่องดูแล นอกจากนั้นหน่วยงานรัฐเองก็มีความพยายามนาการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้นาศาสนา แต่ยังมีข้อจากัดในหลายๆด้าน รวมถึงข้อจากัดด้านความไว้วางใจและวัฒนธรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว
ดังนั้นโครงการนี้ จึงเน้นและให้ความสาคัญกับกลไกความร่วมมือของชุมชน หน่วยงานรัฐ และการเปลี่ยนชุดความรู้ในสมองหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของเยาวชน และชุมชน ให้มีมุมมอง (Perspective) ใหม่ต่อปัญหายาเสพติดและการจัดการปัญหา โดยใช้กระบวนการปรับความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม (Mindset) ที่เหมาะสมและถูกต้องตามแนวทางอิสลาม รวมทั้งการให้บทบาทแก่เยาวชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการด้วยตนเอง มีการเปลี่ยนแปลงตนเอง และเสริมสร้างจิตสานึกในการพัฒนาชุมชนต่อไป โดยใช้ประเด็กยาเสพติดประเภทกระท่อมมาเป็นประเด็นปัญหาในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างศักยภาพของเยาวชนในการลดปัจจัยเสี่ยงจากยาเสพติด
อ้างอิง
[1]สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, “ผลการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ,” สำนักงาน ปปส. กระทรวงยุติธรรม, กทม., 2559.
[2]ปปส., “สถานการณ์ปัญหายาเสพติด 7 จังหวัดภาคใต้,” [ออนไลน์]. Available: https://www.oncb.go.th/.
[3]หนึ่งคำถามที่ทหารปัตตานีตอบไม่ได้, “BBC,” 28 พฤษภาคม 2017. [ออนไลน์]. Available: http://www.bbc.com/thai/40024683.
[4]แถลงผลการปฏิบัติงานปราบปรามยาเสพติดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, “ผู้จัดการ ภาคใต้,” 22 มีนาคม 2560. [ออนไลน์]. Available: http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9600000029224.
[5]ภาษา ครู ยาเสพติด วัฒนธรรม, “Thai Pbs news,” กรกฎาคม 2559. [ออนไลน์]. Available: http://news.thaipbs.or.th/content/254297.