แผนงานกิจกรรมทางกาย ปี 2566 กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน
อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา
ประจำปีงบประมาณ 2566
| ชื่อแผนงาน | แผนงานกิจกรรมทางกาย ปี 2566 กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน |
| ประเด็นแผนงาน | แผนงานกิจกรรมทางกาย |
| องค์กร | กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน |
| ปีงบประมาณ | 2566 |
| สถานการณ์ปัญหา | แบบสอบถาม navigate_before 2565 navigate_next | ขนาดปัญหา | |
|---|---|---|---|
| 1 | ร้อยละของเด็กปฐมวัย 2-4 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับเบา ปานกลาง และหนัก สะสมอย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน)
|
10.00 | |
| 2 | ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยที่สุด 60 นาทีต่อวัน)
|
30.00 | |
| 3 | ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยที่สุด 150 นาทีต่อสัปดาห์)
|
50.00 | |
| 4 | ร้อยละของผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)
|
20.00 | |
| 5 | ร้อยละของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่สาธารณะในการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน
|
80.00 | |
| 6 | ร้อยละของคนที่มีการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน
|
20.00 | |
| 7 | ร้อยละของคนที่ออกกำลังกายในชุมชน
|
30.00 | |
| 8 | ร้อยละของเวลาในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนและการเล่นแบบกระฉับกระเฉง (Active play Active learning)
|
80.00 | |
| 9 | ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน
|
50.00 |
ประชาคมโลกรับรู้ความหมาย “กิจกรรมทางกาย (Physical Activity)” ในความหมายการเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อให้เกิดการใช้และเผาผลาญพลังงานโดยกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง โดยการเดินหรือขี่จักรยาน และกิจกรรมนันทนาการ ได้แก่ การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว
ในระดับสากล มีข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ สำหรับประชาชนในกลุ่มวัยต่างๆ เช่น เด็กปฐมวัย วัยเรียนและวัยรุ่น วัยทำงาน (ผู้ใหญ่) วัยสูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด ซึ่งมีสรีรวิทยา วิถีชีวิต และความต้องการมีกิจกรรมทางกาย ที่แตกต่างกัน ทั้งรูปแบบ ระยะเวลา ความหนักเบา เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย อย่างไรก็ตาม พึงระลึกว่า การมีกิจกรรมทางกาย ไม่ว่าจะมีระยะเวลา รูปแบบ หรือความหนักเบาเท่าไร ย่อมดีกว่าการไม่มีกิจกรรมทางกายเลย และควรเริ่มต้นจากการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ด้วยการมีกิจกรรมทางกายระดับเบาอย่างสมํ่าเสมอตลอดวัน และค่อยๆ เพิ่มความหนักของกิจกรรมทางกาย รวมถึงระยะเวลา ให้เหมาะกับวิถีชีวิตและความพร้อมของร่างกายตนเองต่อไป
โดยมีข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ สำหรับประชาชนในกลุ่มวัยต่างๆ มีดังนี้ เด็กปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) เน้นการเคลื่อนไหวบนพื้น (Floor-based activity) เช่น ชันคอ ควํ่า คลาน สำหรับทารกแรกเกิด - ๑ ปี และให้มีกิจกรรมทางกายผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การเดิน วิ่ง ปีนป่าย กระโดด และการเล่นที่หลากหลาย สะสมอย่างน้อย ๑๘๐ นาที ต่อวัน ในเด็กปฐมวัยที่โตมากขึ้น วัยเรียนและวัยรุ่น (๖ - ๑๗ ปี) ให้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก สะสมอย่างน้อย ๖๐ นาที ต่อวัน วัยทำงาน (๑๘ - ๕๙ ปี) ให้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย ๑๕๐ นาที ต่อสัปดาห์ หรือมีกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อย ๗๕ นาที ต่อสัปดาห์ และกิจกรรมพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กิจกรรมเพิ่มความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ อย่างน้อย ๒ ครั้ง ต่อสัปดาห์ เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ขา สะโพก หลัง ท้อง หน้าอก ไหล่ ต้นแขน โดยหญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ก็สามารถมีกิจกรรมทางกายได้เหมือนผู้ใหญ่ปกติ โดยอาจมีข้อควรระวังเพิ่มเติมตามแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ วัยสูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) ให้มีกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่เพิ่มกิจกรรมพัฒนาสมดุลร่างกาย และป้องกันการหกล้ม อย่างน้อย ๓ วันต่อสัปดาห์ รวมถึงกิจกรรมพัฒนาสมอง ความจำ และอารมณ์ ในส่วนของพฤติกรรมเนือยนิ่ง ประชาชนทุกกลุ่มวัย ควรลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ด้วยการลุกเดินไปมาหรือลุกขึ้นยืน และยืดเหยียดร่างกาย ทุก ๑ - ๒ ชั่วโมง จากอิริยาบถท่านั่งหรือนอนราบ โดยในเด็กปฐมวัย วัยเด็ก และวัยรุ่น ควรจำกัดการใช้คอมพิวเตอร์ นั่งดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ ในแต่ละวัน หรือไม่ให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เลยจนกว่าจะอายุ ๒ ปี
การส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ให้ประโยชน์ ต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่งของประชาชนมีความเกี่ยวพันกับ “วิถีชีวิต” จำเป็นต้องมีการประสานการทำงานจากหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการศึกษา การทำงาน การคมนาคม การบริหารจัดการเมือง การกีฬาและนันทนาการ การท่องเที่ยว และชุมชน
สถานการณ์และการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของประชาชนไทย ข้อมูลจากการสำรวจพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย อายุแรกเกิด - ๕ ปี จากกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.๒๕๖๐ พบว่า เด็กปฐมวัย ร้อยละ ๕.๘ มีปัญหาพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และข้อมูลการสำรวจระดับกิจกรรมทางกายในประชากรไทยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ.๒๕๕๙ พบว่าประชาชนไทย อายุตั้งแต่ ๖ ปี ขึ้นไป ร้อยละ ๖๒ มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ และมีระยะเวลาการมีพฤติกรรมเนือยนิ่งในแต่ละวัน ที่ไม่รวมเวลานอนหลับ เกือบ ๑๔ ชั่วโมงต่อวัน
สถานศึกษา นับตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย ถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการมีกิจกรรมทางกายระหว่างวันของเด็กปฐมวัย วัยเรียนและวัยรุ่น โดยผลการสำรวจพบว่า นักเรียนประมาณร้อยละ ๒๖ มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ๓ ที่ผ่านมา มีการดำเนินการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในศูนย์เด็กเตาะแตะ ศูนย์พัฒนาเด็ก ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด ๒๗,๐๖๕ แห่ง ดูแลเด็ก ๑,๗๖๓,๕๑๐ คน แต่ยังไม่มีข้อมูลความครอบคลุมของการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในแต่ละศูนย์พัฒนาเด็ก และระยะเวลาการมีกิจกรรมทางกายที่จัดให้กับเด็กปฐมวัยในแต่ละวัน และโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนทางด้านสุขภาพ โดยมีเกณฑ์มาตรฐาน ๑๐ องค์ประกอบ อันมีเรื่องการออกกำลังกาย กีฬาและนันทนาการ เป็นหนึ่งในเกณฑ์ (แต่ไม่บังคับ) และยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าโรงเรียนใดเลือกเกณฑ์การออกกำลังกาย จากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ทั้งหมด ๓๓,๔๙๑ แห่ง
สถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการ เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของวัยทำงาน เช่นเดียวกับที่สถานศึกษามีต่อเด็ก ที่ผ่านมา มีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมมีกิจกรรมทางกาย ในสถานที่ทำงาน เช่น โครงการองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) จำนวน ๘,๐๐๐ องค์กร และเข้าร่วมโครงการสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน (Healthy Workplace) ๓,๐๐๐ องค์กร๖ โดยกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และ สสส. เป็นต้น ระบบบริการสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพทางกายเบื้องต้น การให้คำแนะนำการมีกิจกรรมทางกาย การกำหนดเป้าหมาย รูปแบบ และวิธีการ มีกิจกรรมทางกายเพียงพอที่เหมาะกับผู้รับบริการ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินคลินิกไร้พุง (Diet and Physical Activity Clinic : DP AC) และคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในบริการสาธารณสุขภาครัฐทั่วประเทศ เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน ด้วยหลักการ ๓ อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ โดยมีการดำเนินการในระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน จำนวน ๗๘๒ แห่ง จาก ๘๓๘ แห่ง คิดเป็นร้อยละ ๙๘ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน ๗,๒๒๔ แห่ง จาก ๙,๗๘๕ แห่ง คิดเป็นร้อยละ ๗๕
ส่วนชุมชน เป็นสถานที่ที่ประชาชนทุกกลุ่มวัย ใช้ชีวิตอยู่ ไม่น้อยไปกว่าสถานศึกษา สถานที่ทำงาน โดยเป็นสถานที่ที่ประชาชนใช้เวลายามว่างจากการทำงาน ออกมาพบปะเพื่อนฝูง ใช้เวลากับครอบครัว หรือชมรมต่างๆ รวมถึงการจัดหาสถานที่ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เช่น สวนสาธารณะ ฟิตเนส สนามกีฬา สถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ หรือออกกำลังกาย หรือการจัดระบบคมนาคมขนส่ง ให้มีการขนส่งสาธารณะ ทางเดินเท้า ทางจักรยาน การมีทางเชื่อมต่อสถานที่ต่างๆ หรือการจัดวางสถานที่สำคัญ ในการใช้ชีวิตประจำวันในระยะที่เดินหรือปั่นจักรยานได้ หรือการจัดกิจกรรมการกีฬามวลชนสำหรับประชาชนทุกคน เช่น งานเดิน/วิ่ง/ปั่นเพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน แบ่งเป็นเทศบาล จำนวน ๒,๔๔๐ แห่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล ๕,๓๓๕ แห่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) ๒ แห่ง
การพัฒนาองค์ความรู้และวิจัย ในประเทศเน้นไปทางการออกกำลังกาย หรือการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ องค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาให้มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจนเพิ่มขึ้น อาทิ องค์ความรู้ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มวัย ในอาชีพ ในบริบทต่างๆ ภูมิปัญญาในพื้นที่ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ ความคุ้มค่าในการลงทุน การขนส่งมวลชน การวางผังเมือง มลภาวะ ภาระทางสุขภาพ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ในประชากร การประเมินผลนโยบาย เทคโนโลยีการติดตามการมีกิจกรรมทางกาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรร่วมกันสร้างระบบการสร้างองค์ความรู้และวิจัยด้านกิจกรรมทางกายที่มีความชัดเจน และครอบคลุมมิติต่างๆของการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
การเฝ้าระวังการมีกิจกรรมทางกาย ในประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่สำรวจระดับกิจกรรมทางกายในประชาชน อาทิ สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้วยการตรวจร่างกาย กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย สำนักโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กรมควบคุมโรค สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วง ๑๐ ปี ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงแบบสอบถามขององค์การอนามัยโลก Global Physical Activity Questionnaire : GPAQ และ International Physical Activity Questionnaire : IPAQ อย่างไรก็ตามกลุ่มประชากรที่ได้รับการสำรวจยังไม่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะวัยแรกเกิด - ๕ ปี และสถานที่ต่างๆ และผลการสำรวจของแต่ละหน่วยงานยังไม่สอดคล้องกัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันสร้างและพัฒนาระบบการเฝ้าระวังการมีกิจกรรมทางกายของประชาชนในมิติที่ยังขาดต่อไป การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การจะนำองค์ความรู้การส่งเสริมกิจกรรมทางกายถ่ายทอดไปสู่ประชาชน บุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายจำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันในการพัฒนาองค์ความรู้ รูปแบบ และวิธีการถ่ายทอดการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้มีความชัดเจน เป็นระบบ รวมถึงบุคลากรในหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค สถาบันการศึกษาไปจนถึงท้องถิ่นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อไปถึงประชาชนต่อไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพัฒนาระบบส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านกิจกรรมทางกาย
การสื่อสารรณรงค์ ที่ผ่านมาเน้นการส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายที่มีรูปแบบและแบบแผนชัดเจน ส่วนการสื่อสารรณรงค์เรื่องกิจกรรมทางกาย ดำเนินการโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย โดยการพัฒนาข้อความสื่อสาร เช่น “เมืองปั่นได้ปั่นดี” “ขยับเท่ากับเริ่มออกกำลัง” “ก้าวเดินประเทศไทย ๙,๙๙๙ ก้าว” “ฆาตกรคือเก้าอี้” “ออกมาเล่น ๖๐ นาทีทุกวัน” “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” เป็นต้น อย่างไรก็ตามความรับรู้ความหมายของกิจกรรมทางกายของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีจำกัด กลยุทธ์การสื่อสาร ยังขาดความต่อเนื่อง รวมถึงช่องทางการรับรู้สื่อของประชาชนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การสื่อสารรณรงค์ จำเป็นต้องมีการประสานความร่วมมือกันจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การพัฒนาประเด็น เนื้อหา ช่องทาง ให้มีความดึงดูดใจและทันสมัย เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับข้อมูลได้ทั่วถึงและครอบคลุมต่อไป
นโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ของประเทศไทยยังมีไม่มาก เน้นที่ผ่านมานโยบายการสื่อสารรณรงค์เป็นหลัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีการพัฒนานโยบาย ผ่านการวางแผนการดำเนินการ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมกิจกรรมทางกายร่วมกัน ในรูปแบบคณะกรรมการส่งเสริมกิจกรรมทางกายแห่งชาติ เพื่อให้นโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายมีความชัดเจน ตรงเป้าหมาย มีส่วนร่วม และไปถึงประชาชนต่อไป
| วัตถุประสงค์ | ตัวชี้วัด | ขนาดปัญหา | เป้าหมาย 1 ปี | |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็กปฐมวัย | ร้อยละของเด็กปฐมวัย 2-4 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับเบา ปานกลาง และหนัก สะสมอย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน) |
20.00 | |
| 2 | เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็กและวัยรุ่น | ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยที่สุด 60 นาทีต่อวัน) |
40.00 | |
| 3 | เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในผู้ใหญ่ | ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยที่สุด 150 นาทีต่อสัปดาห์) |
60.00 | |
| 4 | เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในผู้สูงอายุ | ร้อยละของผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์) |
30.00 | |
| 5 | เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน | ร้อยละของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่สาธารณะในการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน |
100.00 | |
| 6 | เพื่อเพิ่มการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน | ร้อยละของคนที่มีการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน |
30.00 | |
| 7 | เพื่อเพิ่มการออกกำลังกายในชุมชน | ร้อยละของคนที่ออกกำลังกายในชุมชน |
40.00 | |
| 8 | เพื่อเพิ่มการเรียนการสอนในลักษณะ Active learning และ Active play ในโรงเรียนและศูนย์ฯเด็กเล็ก | ร้อยละของเวลาในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนและการเล่นแบบกระฉับกระเฉง (Active play Active learning) |
90.00 | |
| 9 | เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายในสถานที่ทำงาน | ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน |
60.00 |
| แนวทาง | วิธีการสำคัญ | |
|---|---|---|
| 1 | การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย | การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะในพื้นที่เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะในพื้นที่เป็นการผลักดันให้ชุมชนมีนโยบาย ข้อตกลงร่วมกันของชุมชน ในการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย วิธีการ
|
| 2 | การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ทั้งพื้นที่ที่เป็นบ้าน โรงเรียน สถานที่ทำงาน ศาสนสถาน พื้นที่สาธารณะ และชุมชน | การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ทั้งพื้นที่ที่เป็นบ้าน โรงเรียน สถานที่ทำงาน ศาสนสถาน พื้นที่สาธารณะ และชุมชน การสร้างพื้นที่สุขภาวะ โดยการทำให้สภาพแวดล้อมทั้งในสถานที่อยู่อาศัย สถานศึกษา สถานที่ทำ งาน สถานประกอบการในภาครัฐและเอกชน สถานบริการสุขภาพ ศาสนสถาน และพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เป็นการช่วยให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกระดับ เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องกิจกรรมทางกาย วิธีการ
|
| 3 | การเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง | การเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ โดยสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของชุมชน ค้นหาแนวทางนวัตกรรมแก้ไขปัญหา การจัดทำแผนและโครงการ และมีการติดตามประเมินผล วิธีการ
|
| 4 | การพัฒนาความรู้ความเข้าใจ และทักษะส่วนบุคคล และการพัฒนาขีดความสามารถของเครือข่าย ในเรื่องดังนี้ 1. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 2. การทำแผนสุขภาพ แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 3. การทำโครงการที่มีคุณภาพ 4. การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ | การพัฒนาความรู้ความเข้าใจ และทักษะส่วนบุคคล และการพัฒนาขีดความสามารถของเครือข่าย ในเรื่องดังนี้ 1. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 2. การทำแผนสุขภาพ แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 3. การทำโครงการที่มีคุณภาพ 4. การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ วิธีการ
|
| 5 | การปรับระบบบริการสุขภาพที่เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการสร้างกลไกความร่วมมือขององค์กร หน่วยงาน เครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน | การปรับระบบบริการสุขภาพที่เอื้อต่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการสร้างกลไกความร่วมมือขององค์กร หน่วยงาน เครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนในชุมชนการสร้างกลไกความร่วมมือขององค์กร หน่วยงาน เครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกาย ทั้งภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจเครือข่ายศาสนา และภาคประชาชน วิธีการ
|
| ชื่อโครงการย่อย | ประเภท | ผู้รับผิดชอบ | งบประมาณที่ตั้งไว้ (บาท) |
|---|