กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

account_balance

แผนงานอาหารและโภชนาการ ปี 2566 กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน

แผนงานอาหารและโภชนาการ ปี 2566 กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน
อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา
ประจำปีงบประมาณ 2566

stars
ข้อมูลแผนงาน
ชื่อแผนงาน แผนงานอาหารและโภชนาการ ปี 2566 กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน
ประเด็นแผนงาน แผนงานอาหารและโภชนาการ
องค์กร กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลทุ่งลาน
ปีงบประมาณ 2566
stars
สถานการณ์ปัญหา
สถานการณ์ปัญหาแบบสอบถาม
navigate_before 2565 navigate_next
ขนาดปัญหา
1 ร้อยละของพื้นที่การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่การทำเกษตรทั้งหมด

 

1.00
2 ร้อยละของประชาชนในพื้นที่ที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนประชาชนในชุมชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย
จำนวนประชาชนที่เข้ารับการตรวจสารเคมีในเลือดทั้งหมด
0.00
3 ร้อยละของตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน (สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกร สารกันราหรือกรดซาลิซิลิค สารฟอกขาว สารบอแรกซ์ สารฟอร์มาลิน หรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ และยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช)

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
ตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อน 6 ชนิด
ตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อนทั้งหมด
0.00
4 ร้อยละของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซีด

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซีด
จำนวนหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด
0.00
5 ร้อยละของเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็กแรกเกิดในชุมชน ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม
จำนวนเด็กแรกเกิดในชุมชนทั้งหมด
0.00
6 ร้อยละของเด็ก 0-6 เดือน ที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็ก 0-6 เดือน ที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน
จำนวนเด็ก 0-6 เดือนทั้งหมด
85.00
7 ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะผอม

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะผอม
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ทั้งหมด
0.50
8 ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะเตี้ย

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ในชุมชนของท่าน ที่มีภาวะเตี้ย
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ทั้งหมด
0.50
9 ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะอ้วน

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะอ้วน
จำนวนเด็กอายุ 0-5 ปี ทั้งหมด
0.50
10 ร้อยละของเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะอ้วน

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะอ้วน
จำนวนเด็ก 6-14 ปี ทั้งหมด
0.50
11 ร้อยละของเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะสูงดีสมส่วน

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะสูงดีสมส่วน
จำนวนเด็ก 6-14 ปี ทั้งหมด
80.00
12 ร้อยละของประชากร อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนระดับ 1 และอ้วนระดับ 2

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนประชากร อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนระดับ 1 และอ้วนระดับ 2
จำนวนประชากร อายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งหมด
0.50
13 ร้อยละของคนในชุมชนที่ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานจัดเป็นประจำ (มากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์)

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนคนในชุมชนที่ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มรสหวานเป็นประจำ มากกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน
จำนวนคนในชุมชนทั้งหมด
10.00
14 ร้อยละของคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม

 

ข้อมูลสำหรับคำนวณร้อยละสถานการณ์ปัญหาค่าบันทึก
จำนวนคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม
จำนวนประชาชนทั้งหมด
40.00

โครงสร้างประชากร  ประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” (Aged society) ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 คือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 10 ตามการคาดประมาณประชากรของleนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete aged society) คือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และใน พ.ศ. 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) คือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด  ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2561 ประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมีจำนวน 64.81 ล้านคน ประกอบด้วย เด็กอายุแรกเกิด -5 ปี จำนวน 4.05 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 6.26 ของประชากรทั้งหมด เด็กอายุ 6-14 ปี จำนวน 7.09 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10.95 ของประชากรทั้งหมด ประชากรวัยทำงาน อายุ 15-59 ปี จำนวน 42.99 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 66.34 ของประชากรทั้งหมด และประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 10.66 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.46 ของประชากรทั้งหมด คาดการณ์ว่าใน พ.ศ. 2563 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19.1 และอาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26.6 ใน พ.ศ. 2573 สัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างประชากรวัยต่างๆ เดิมประชากรวัยเด็กต้องพึ่งพิงประชากรวัยทำงานมากกว่าผู้สูงอายุ แต่ในอนาคตอันใกล้จะมีผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงประชากรวัยทำงานมากกว่าเด็ก ปัจจุบันอัตราส่วนระหว่างประชากรวัยทำงานต่อผู้สูงอายุคือ 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก 10 ปีข้างหน้า อัตราส่วนวัยทำงาน ต่อผู้สูงอายุจะลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนจะลดลงต่อเนื่อง จนกระทั่งประชากรวัยทำงาน 1 คนต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 1 คน

ปัญหาภาวะโภชนาการขาด (Undernutrition)  จากข้อมูลจากระบบรายงาน Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ใน พ.ศ. 2560 ร้อยละ 11.3 (เป้าหมายไม่เกินร้อยละ7) สถานการณ์ในระดับ ประเทศมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ใน พ.ศ. 2556-2560 คิดเป็นร้อยละ 10.7, 10.4, 10.6, 11.1 และ 11.3 ตามลำดับ อัตราภาวะเตี้ยของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แนวโน้มลดลงจาก พ.ศ. 2558-2561 (ร้อยละ 11.5, 11.4, 10.0 และ 8.7 ตามลำดับ) และใน พ.ศ. 2562 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.3 อัตราภาวะผอมของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ ใน พ.ศ. 2558-2562 (ร้อยละ 5.7, 5.7, 5.6, 5.1 และ 5.4 ตามลำดับ) และอัตราเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สูงดีสมส่วน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน พ.ศ. 2559-2562 (ร้อยละ47.3, 48.7, 50.0 และ 51.6 ตามลำดับ)  เด็กอายุ 6-14 ปี ในปีงบประมาณ 2557-2561 (ภาคเรียนที่ 1) พบสูงดีสมส่วน ร้อยละ 64.3, 64.2, 63.2, 65.2 และ 65.5 ตามลำดับ ซึ่งยังไม่บรรลุค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระดับประเทศ (เป้าหมาย พ.ศ. 2563 ร้อยละ 66.0) ภาวะผอมมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ (ร้อยละ 5.6, 5.6, 5.0 และ 4.7 ตามลำดับ) ภาวะเตี้ยมีแนวโน้มลดลงใน พ.ศ. 2557-2561 (ร้อยละ 6.6, 6.1, 5.9, 5.1 และ 5.5) ใน พ.ศ. 2561 ส่วนสูงเฉลี่ยเมื่ออายุ 12 ปี ในเพศชาย 148.6 เซนติเมตร (เป้าหมาย 154 เซนติเมตร) และเพศหญิง 149.9 เซนติเมตร (เป้าหมาย 155 เซนติเมตร) ซึ่งยังไม่บรรลุค่าเป้าหมาย แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น  จากรายงานข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Survey; MICS) พบว่า อัตราการกินนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก ใน พ.ศ. 2558-2559 ร้อยละ 23.1 (เป้าหมายร้อยละ 50) ซึ่งครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2548-2549), ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2555) และครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2558-2559) แนวโน้มดีขึ้นร้อยละ 5.4, 12.3 และ 23.1 ตามลำดับ  จากการสำรวจสถานการณ์สูงดีสมส่วนและพฤติกรรมสุขภาพของวัยรุ่นอายุ 15-21 ปี โดยกรมอนามัยพบว่า ปัจจุบันวัยรุ่นอายุ 15-17 ปี ผู้ชายสูงดีสมส่วน ร้อยละ 63.7 ผู้หญิงสูงดีสมส่วน ร้อยละ 70.8 ส่วนสูงเฉลี่ยที่อายุ 19 ปี ชาย 170.9 เซนติเมตร หญิง 158.1 เซนติเมตร (เป้าหมายส่วนสูงของวัยรุ่นอายุ 19 ปี พ.ศ. 2564 ชาย 175 เซนติเมตร หญิง 162 เซนติเมตร) ส่วนการวัดดัชนีมวลกายพบว่ามีระดับปกติเท่ากับร้อยละ 47.8 และ 51.8 ในเพศชายและหญิงตามลำดับ

ปัญหาภาวะโภชนาการเกิน (Overnutrition)  จากข้อมูลจากระบบรายงาน Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ใน พ.ศ. 2561-2562 ร้อยละ 8.3 และ 8.9 (เป้าหมายไม่เกินร้อยละ 10) ส่วนร้อยละภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนของเด็กอายุ 6-14 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2557-2561 (ภาคเรียนที่ 1) ร้อยละ 9.7, 10.2, 11.1, 11.1 และ 11.7 ตามลำดับ  จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2546-2547 กับครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่าความชุกของภาวะอ้วน (BMI≥25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ในประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 22.5 เป็นร้อยละ 32.9 ส่วนในผู้หญิงความชุกเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 34.4 เป็นร้อยละ 41.8  และจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 และครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่าความชุกของภาวะอ้วน (BMI≥25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ในประชากร ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.9 เป็น ร้อยละ 35.4 ทั้งผู้ชายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.8 เป็น ร้อยละ 22.7 และผู้หญิงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.4 เป็น ร้อยละ 34.3 ในช่วงอายุนี้ พบความชุกของภาวะอ้วนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ปัญหาภาวะโลหิตจาง  สถานการณ์ปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก จากระบบรายงาน 43 แฟ้ม สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบแนวโน้มความชุกโลหิตจางในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ลดลงเรื่อยๆ โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2558-2561 พบร้อยละ 17.5, 17.4, 16.4 และ 16.0 ตามลำดับ ถึงแม้ในภาพรวมจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่ในหลายพื้นที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดีเท่าที่ควร จึงยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาภาวะโลหิตจางมีผลกระทบประชาชนไทยทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยอายุ 6 เดือน -3 ปี และพบว่าเด็กปฐมวัยในเขตชนบทอยู่ในระดับรุนแรง  จากรายงานสำรวจภาวะโภชนาการเด็กไทย อายุ 6 เดือน -12 ปี พ.ศ. 2554-2555 ภายใต้โครงการสำรวจภาวะโภชนาการเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Nutrition Survey : SEANUTS) โดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กชนบทมีปัญหามากกว่าเด็กในเขตเมืองถึงสองเท่า ในเด็กปฐมวัย (6 เดือน -2.9 ปี) พบความชุก โลหิตจาง ร้อยละ 36.8 ในเขตชนบท ร้อยละ 41.7 เขตเมือง ร้อยละ 26.0 เด็กปฐมวัย (3-5 ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ 10.3 ในเขตชนบท ร้อยละ 14.3 เขตเมือง ร้อยละ 3.1 ในส่วนภาวะโลหิตจางของเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ 10.4 โดยพบความชุกโลหิตจางสูง ในเขตชนบท ร้อยละ 12.2 เขตเมือง ร้อยละ 6.6 และจากรายงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 และครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบความชุกโลหิตจางในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-45 ปี ร้อยละ 25.7 และ 22.7 ตามลำดับ สำหรับภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุพบว่ายิ่งอายุมากขึ้นมีภาวะโลหิตจางสูงมากขึ้นตามวัย โดยในรายงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 ผู้สูงอายุในวัยต้น (60-69 ปี) วัยกลาง (70-79 ปี) และวัยปลาย (≥80 ปี) ร้อยละ 34.5, 48.4 และ 60.7 ตามลำดับ และในการสำรวจครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบความชุกที่ร้อยละ 29.9, 39.5 และ48.4 ตามลำดับ  สำหรับการได้รับวิตามินเสริมธาตุเหล็ก ในระบบรายงาน 43 แฟ้ม สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 พบว่า หญิงตั้งครรภ์ได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ร้อยละ 75.9 เด็กอายุ 6 เดือน -5 ปี ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก ร้อยละ 47.6 และเด็กอายุ 6-14 ปี ได้รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ร้อยละ 20.7

ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน  สถานการณ์การขาดสารไอโอดีนตามรายงานการเฝ้าระวังของสำนักโภชนาการ พบว่า ระดับไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ต้องไม่ต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร โดยในปี พ.ศ. 2554-2559 มีค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์อยู่ที่ 181.2 159.4 146.8 155.7 147.1 และ 145.0 ไมโครกรัมต่อลิตร ตามลำดับและ จากรายงานของ Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2556-2562 หญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกเพิ่มมากขึ้น (ร้อยละ 45.6, 56.4, 63.3, 70.6, 77.3, 70.5 และ 75.9) แต่ใน พ.ศ. 2562 ได้รับร้อยละ 73.7 เท่านั้น ยังไม่ได้ตามเป้าหมายร้อยละ 100 โดยผลการศึกษาการให้ยาเม็ดเสริมไอโอดีนต่อภาวะโภชนาการของหญิงตั้งครรภ์ พบว่าเมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีนแล้ว มีระดับไอโอดีนในปัสสาวะที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน  จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายสุขภาพเด็ก ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2552 และ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่า เด็กอายุ 1-14 ปี ได้รับไอโอดีนเพียงพอและมีแนวโน้มดีขึ้น โดย ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะในเด็กอายุ 1 ปี พบ 190 และ 229 ไมโครกรัมต่อลิตร เด็กอายุ 2-5 ปี พบ 178 และ 213 ไมโครกรัมต่อลิตร เด็กอายุ 6-9 ปี พบ 144 และ 179 ไมโครกรัมต่อลิตร และเด็ก อายุ 10-14 ปี พบ 124 และ 156 ไมโครกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากการเฝ้าระวังการขาดสารไอโอดีนในกลุ่มเด็กอายุ 3-5 ปี โดยกรมอนามัยดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2554-2559 พบว่า เด็กกลุ่มนี้ได้รับไอโอดีนเพียงพอ เช่นเดียวกันกับในกลุ่มผู้สูงอายุ ก็ไม่พบปัญหาการขาดสารไอโอดีนนอกจากนี้ ข้อมูลการศึกษาของโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) พ.ศ. 2560 พบว่า ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะเด็กนักเรียนในโครงการฯ เป็น 177.2 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งอยู่ในระดับได้รับไอโอดีนเพียงพอ (ค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะของเด็กนักเรียนที่ได้รับไอโอดีนเพียงพอ 100-299 ไมโครกรัมต่อลิตร) การเฝ้าระวังคุณภาพเกลือบริโภคด้วย I-Kit พ.ศ. 2555-2561 พบว่า ความครอบคลุมเกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพ (มีไอโอดีน 20-40 ppm) มีความครอบคลุมเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 60.3, 82.5, 83.6, 78.9, 79.9, 74.8 และ 78.3 ตามลำดับ) แต่ยังไม่ได้ตามเป้าหมายร้อยละ 90 ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจการบริโภคเกลือไอโอดีนในประเทศไทยจากรายงาน Thailand Multiple Indicator Cluster Survey พ.ศ. 2558-2559 พบว่า ร้อยละ 73.3 ของครัวเรือนที่มีการบริโภคไอโอดีนที่เพียงพอ (มีไอโอดีนอย่างน้อย 15 ppm) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2555 ที่มีเพียงร้อยละ 42.7 และ 71.0 ตามลำดับ  สรุปสถานการณ์การขาดสารไอโอดีนในกลุ่มต่างๆ คือ เด็กอายุ 1-14 ปี (เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน) และผู้สูงอายุ ได้รับไอโอดีนเพียงพอ แต่หญิงตั้งครรภ์ก่อนได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีน ยังมีความเสี่ยงได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ และการติดตามคุณภาพเกลือบริโภค พบว่า คุณภาพเกลือบริโภคในครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ความครอบคลุมการใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพยังไม่ถึงเป้าหมาย (ร้อยละ 90)

ปัญหาพฤติกรรมการบริโภค  การสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2546 พบว่า ปริมาณอาหารที่บริโภคใน 1 วันของหญิงตั้งครรภ์ ยังบริโภคไม่ได้ตามปริมาณที่แนะนำทุกกลุ่มอาหาร ได้แก่ กลุ่มข้าว- แป้ง ปริมาณที่แนะนำ 9 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 5.3 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผักปริมาณที่แนะนำ 6 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.5 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผลไม้ปริมาณที่แนะนำ 6 ส่วน แต่บริโภคเพียง 1 ส่วน น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มเนื้อสัตว์ปริมาณที่แนะนำ 12 ช้อนกินข้าว แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 6.7 ช้อนกินข้าว น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มนมปริมาณที่แนะนำ 2 แก้ว แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.7 แก้ว น้อยกว่าที่แนะนำ  การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบว่าปริมาณอาหารที่บริโภคใน 1 วัน ของเด็กอายุ 1-3 ปี ยังบริโภคไม่ได้ตามปริมาณที่แนะนำทุกกลุ่มอาหาร ได้แก่ กลุ่มข้าว- แป้ง ปริมาณที่แนะนำ 3 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 2.2 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผักปริมาณที่แนะนำ 2 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.35 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผลไม้ปริมาณที่แนะนำ 3 ส่วน แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.7 ส่วน น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มเนื้อสัตว์ปริมาณที่แนะนำ 3 ช้อนกินข้าว แต่บริโภคเฉลี่ย 3.9 ช้อนกินข้าว มากกว่าที่แนะนำ กลุ่มนมปริมาณที่แนะนำ 1.5 แก้ว แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.8 แก้ว น้อยกว่าที่แนะนำ สำหรับเด็กอายุ 4-5 ปี ยังบริโภคไม่ได้ตามปริมาณที่แนะนำทุกกลุ่มอาหาร ได้แก่ กลุ่มข้าว-แป้งปริมาณที่แนะนำ 5 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 3.05 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผักปริมาณที่แนะนำ 3 ทัพพี แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.6 ทัพพี น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มผลไม้ปริมาณที่แนะนำ 3 ส่วน แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 0.55 ส่วน น้อยกว่าที่แนะนำ กลุ่มเนื้อสัตว์ปริมาณที่แนะนำ 3 ช้อนกินข้าว แต่บริโภคเฉลี่ย 5.7 ช้อนกินข้าว มากกว่าที่แนะนำ กลุ่มนมปริมาณที่แนะนำ 2.5 แก้ว แต่บริโภคเฉลี่ยเพียง 1.25 แก้ว น้อยกว่าที่แนะนำ การได้รับปริมาณพลังงานและสารอาหารหลัก พบว่า ประชาชนไทยอายุ 19-59 ปี ได้รับพลังงานเฉลี่ย 1,442 กิโลแคลอรีต่อวัน (หญิง 1,284 กิโลแคลอรี ชาย 1,600 กิโลแคลอรี) คิดเป็นพลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 52.3-57.1 โปรตีนร้อยละ 15.0-16.8 และไขมันร้อยละ 27.0-30.8 ของพลังงานรวมที่ได้รับต่อวัน คนไทยวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ต่อวันเพียงพอตามข้อแนะนำ (รวม ≥5 ส่วนมาตรฐานต่อวัน) ร้อยละ 17.7 โดยมีปริมาณการบริโภคผักเฉลี่ยในผู้ใหญ่อายุ 19-59 ปี เท่ากับ 167 กรัมต่อวัน ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้สูงอายุในวัยต้น (60-69 ปี) วัยกลาง (70-79 ปี) และวัยปลาย (≥80 ปี) บริโภคผักและผลไม้เพียงพอร้อยละ 15.9, 9.9 และ 8.1 ตามลำดับ  การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบการบริโภคผักและผลไม้ เพียงพอตามข้อแนะนำ (รวม ≥5 ส่วนมาตรฐานต่อวัน) ของเด็กอายุ 2-5 ปี เด็กอายุ 6-14 ปี ประชากร อายุ 15 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้สูงอายุในวัยต้น (60-69 ปี) วัยกลาง (70-79 ปี) และวัยปลาย (≥80 ปี) บริโภคผักและผลไม้เพียงพอร้อยละ 24.2, 17.7 และ 11.4 ตามลำดับ พบการกินอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อต่อวัน ในเด็กอายุ 6-14 ปี ร้อยละ 78.4 ประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี อดอาหารมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่น ขณะที่ผู้สูงอายุ (≥60 ปี) งดอาหารมื้อกลางวันมากกว่ามื้อเช้าและพบการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 19.2  จากผลจากสำรวจพฤติกรรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของกรมอนามัย พ.ศ. 2560 ในเด็กอายุ 10 ปี และอายุ 12 ปี พบว่า เด็กอายุ 10 ปี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้านการบริโภคเพียงร้อยละ 6.1 อายุ 12 ปี มีเพียงร้อยละ 3.3 โดยกินอาหารเช้าทุกวันเพียงร้อยละ 54.7 ส่วนเด็กอายุ 10 ปี กินอาหารเช้าทุกวัน ร้อยละ 66.9 ส่วนใหญ่กินอาหารไม่ได้ตามสัดส่วนและปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน เช่น นม ไข่ ผัก ด้านกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม เด็กอายุ 10 ปี และอายุ 12 ปี มีเพียงร้อยละ 13.7 และ 18.5 ตามลำดับ สอดคล้องกับการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า เด็กวัยเรียนวัยรุ่น มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ร้อยละ 27 และมีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน โดยผลการสำรวจที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย การนอนหลับ และภาวะโภชนาการของวัยรุ่น มีผลการสำรวจพบว่าวัยรุ่นยังมีพฤติกรรมการบริโภคผักและผลไม้น้อยกว่าปริมาณที่แนะนำ  ข้อมูลจาก Global Agricultural Information Network; GAIN พ.ศ. 2557 พบว่าสถานการณ์การบริโภคน้ำตาลของประชากรไทยเฉลี่ย 28.4 ช้อนชาต่อวัน ข้อมูลจากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย พ.ศ. 2546 บริโภคน้ำมัน 12 ช้อนชาต่อวัน และการสำรวจการบริโภคโซเดียมคลอไรด์ พ.ศ. 2550 บริโภคโซเดียม 4,350 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าข้อแนะนำ (ข้อแนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน โซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ส่งผลให้ประชาชนไทยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสูงขึ้น  จากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560 โดยสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในเด็กอายุ 12 และ 15 ปี กลุ่มวัยเรียน (อายุ 12 ปี) บริโภคขนมกรุบกรอบมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก พบว่า ร้อยละ 32.6 บริโภคทุกวัน โดยเด็กอายุ 12 ปี ในชนบทบริโภคทุกวัน ร้อยละ 38.5 ซึ่งมากกว่าเด็กในเขตเมือง คือ ร้อยละ 27.7 และเด็กอายุ 15 ปี ในชนบท บริโภคขนมกรุบกรอบทุกวัน ร้อยละ 36.3 เด็กในเขตเมือง ร้อยละ 30.5 หากเปรียบเทียบทั้งประเทศ พบว่าเด็กภาคกลางบริโภคขนมกรุบกรอบทุกวันมากที่สุดคือ ร้อยละ 36.0

stars
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ตัวชี้วัดขนาดปัญหาเป้าหมาย 1 ปี
1 เพื่อเพิ่มพื้นที่การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

ร้อยละของพื้นที่การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่การทำเกษตรทั้งหมด

5.00
2 เพื่อลดประชาชนในพื้นที่ที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย

ร้อยละของประชาชนในพื้นที่ที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย

0.00
3 เพื่อลดตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

ร้อยละของตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน (สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกร สารกันราหรือกรดซาลิซิลิค สารฟอกขาว สารบอแรกซ์ สารฟอร์มาลิน หรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ และยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช)

0.00
4 เพื่อลดภาวะซีดในหญิงตั้งครรภ์

ร้อยละของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซีด

0.00
5 เพื่อลดเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม

ร้อยละของเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม

0.00
6 เพื่อเพิ่มเด็ก 0-6 เดือน ที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน

ร้อยละของเด็ก 0-6 เดือน ที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน

90.00
7 เพื่อลดภาวะผอม ในเด็กอายุ 0-5 ปี

ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะผอม

0.00
8 เพื่อลดภาวะเตี้ยในเด็กอายุ 0-5 ปี

ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะเตี้ย

0.00
9 เพื่อลดภาวะอ้วน ในเด็กอายุ 0-5 ปี

ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี ที่มีภาวะอ้วน

0.00
10 เพื่อลดภาวะอ้วนในเด็ก 6-14 ปี

ร้อยละของเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะอ้วน

0.00
11 เพื่อเพิ่มภาวะสูงดีสมส่วนในเด็ก 6-14 ปี

ร้อยละของเด็ก 6-14 ปี ที่มีภาวะสูงดีสมส่วน

90.00
12 เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนระดับ 1 และอ้วนระดับ 2 ของประชากร (อายุมากกว่า 18 ปี)

ร้อยละของประชากร อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนระดับ 1 และอ้วนระดับ 2

0.00
13 เพื่อลดคนในชุมชนที่ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานจัด เป็นประจำ (มากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์)

ร้อยละของคนในชุมชนที่ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานจัดเป็นประจำ (มากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์)

5.00
14 เพื่อเพิ่มคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม

ร้อยละของคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม

60.00
stars
แนวทาง/วิธีการสำคัญ
แนวทางวิธีการสำคัญ
1 การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการระบบอาหารในชุมชน

• การเพิ่มที่ผลิตอาหารในบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะในชุมชน     • การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการเพิ่มพื้นที่อาหารปลอดภัยในระดับครัวเรือน /ชุมชน หน่วยงานเช่นโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    • การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยในชุมชน     • การปรับงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงานอาหารปลอดภัยและสุขาภิบาลอาหาร     • การใช้บริบท วัฒนธรรม ภูมิปัญญาทางด้านอาหาร เพื่อการจัดการระบบอาหารในชุมชน     • การทำระบบกระจาย หรือเชื่อมโยงผลผลิต (matching model)  โดยการเชื่อมโยงอาหารจากผู้ผลิตไปยังหน่วยงานเช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก  ร้านอาหาร หรือผู้บริโภค

วิธีการ

  1. การส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้  หรือการส่งเสริมการทำสวนผักในเมืองในพื้นที่ๆ เป็นชุมชนเมือง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารปลอดภัยแก้ปัญหาอาหารโภชนาการและอาหารปลอดภัย
  2. ส่งเสริมการทำเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาการขาดอาหาร เช่นการปลูกผัก นาข้าว การเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ฯลฯ
  3. ส่งเสริมการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์มาใช้ในระบบอาหารของครัวเรือน ชุมชน
  4. การใช้เมนูอาหารที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัยในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และชุมชน
  5. การปรับปรุงสุขาภิบาลอาหารในโรงครัว โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก/ร้านอาหาร/แผงลอยจำหน่ายอาหารในพื้นที่
  6. การพัฒนาตลาด (ตลาดปลอดภัย/ตลาดสีเขียว/ตลาดอินทรีย์/ตลาดน่าซื้อ ตลดออนไลน์ ฯลฯ ของชุมชน)
  7. การส่งเสริมการบริโภคโดยใช้เมนูอาหารพื้นบ้าน  เมนูอาหารเป็นยา เมนูชูสุขภาพ ผักสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เพื่อการส่งเสริมป้องกันโรค
2 การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล

• การพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน ให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการจัดการอาหารในชุมชน • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคตามกลุ่มวัย (วัยเด็ก/วัยเรียน.วันทำงาน/วัยสูงอายุ)

วิธีการ

  1. การพัฒนาศักยภาพครู ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก ด้านอาหารในโรงเรียนและชุมชน เช่นการอบรมโปรแกรม Menu Thai School Lunch
  2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาเช่น เด็ก/ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง/ผู้สูงอายุ ฯลฯ เช่น การส่งเสริมการบริโภค ผัก ผลไม้
  3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในครัวเรือน /โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก และชุมชน เช่น ลด หวาน มัน เค็ม ลดการบริโภคน้ำหวานน้ำอัดลม
  4. การฝึกทักษะการปรุง การใช้ตำรับอาหารพื้นบ้านที่เป็นยา อาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ
  5. การสร้างบุคคล ครัวเรือน ต้นแบบ (Role model)
  6. การส่งเสริมความรอบรู้เรื่องสุขภาพ (Health literacy) ความรอบรู้เรื่องอาหาร (food literacy)
3 การปรับระบบ กลไก

• การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเรื่องการจัดการอาหารในชุมชน • การพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร • การจัดตั้งชมรม กลุ่ม เครือข่ายต่างๆ ในชุมชนเพื่อการจัดการอาหาร • การใช้กลไกคณะกรรมการอาหารปลอดภัยระดับจังหวัดในการดำเนินงานอาหารปลอดภัย

วิธีการ

  1. การพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลภาวะโภชนาการในศูนย์เด็กเล็กและในโรงเรียน
  2. การใช้โปรแกรม Menu Thai School Lunch เพื่อจัดการอาหารในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน
  3. การติดตามภาวะโภชนาการของคนในชุมชน โดยเฉพาะ กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
  4. การสนับสนุนชมรม กลุ่ม เครือข่ายต่างๆ ในชุมชนเพื่อการจัดการอาหาร เช่น กลุ่มเกษตรกรปลอดสารพิษ.เกษตรอินทรีย์ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเครื่องแกง กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ
4 การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน

• ชุมชนสามารถจัดการข้อมูลอาหารและโภชนาการได้ • ชุมชนสามารถจัดทำแผนชุมชนด้านระบบอาหารแบบมีส่วนร่วม ตั้งแต่การจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดเวทีคืนข้อมูล กำหนดแผนงาน โครงการร่วมกัน ปฏิบัติร่วมกัน และร่วมติดตามประเมินผล

วิธีการ

  1. พัฒนาแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถเก็บข้อมูล การจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดเวทีคืนข้อมูล
  2. การทำแผนชุมชน การทำแผนท้องถิ่น การจัดทำโครงการหรือกิจกรรมร่วมกับชุมชน
  3. สนับสนุนให้ชุมชนที่ส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อการมีและเข้าถึงอาหาร ทำให้มีอาหารปลอดภัยบริโภค และบริโภคที่ถูกต้อง มีโภชนาการที่สมวัย
5 การพัฒนานโยบายสาธารณะด้านอาหารในชุมชน

• เกิดธรรมนูญสุขภาพ เรื่องระบบอาหาร • เกิดกติกาหรือข้อตกลงร่วมเรื่องระบบอาหาร • เกิดมาตรการของชุมชนและท้องถิ่นเรื่องระบบอาหาร

วิธีการ

  1. การกำหนดนโยบายชุมชนเรื่องการไม่ขายเครื่องดื่มน้ำหวาน ขนมขบเคี้ยวในบริเวณ ใกล้หรือในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน
  2. นโยบายชุมชนปลอดน้ำอัดลม เหล้า สุรา ในงานเลี้ยง งานบุญ งานประเพณี
  3. ข้อตกลงชุมชนให้คนในชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองในครัวเรือน
  4. การกำหนดมาตรการ ข้อตกลงร่วม กฏ กติกาของชุมชน ในการลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร
  5. การกำหนดมาตรการ ข้อตกลงร่วม กฏ กติกาของชุมชน ในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชน
  6. นโยบายบายการนำอาหารสุขภาพไปถวายพระ (ปิ่นโตเพื่อสุขภาพ)
  7. การส่งเสริมให้เกิดธรรมนูญลุ่มน้ำ ธรรมนูญป่าชุมชน เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
paid
งบประมาณที่ตั้งไว้ตามแผนงาน (บาท)
0.00
stars
โครงการที่ควรดำเนินการ
ชื่อโครงการย่อยประเภทผู้รับผิดชอบงบประมาณที่ตั้งไว้ (บาท)
stars
โครงการที่ขอการสนับสนุนจากกองทุน
ยังไม่มีโครงการที่ขอการสนับสนุนจากกองทุนของแผนในปีนี้
stars
โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อติดตาม
ยังไม่มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อติดตามของแผนในปีนี้