กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประจำปี 2564

กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลเมืองสะเตงนอก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประจำปี 2564

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประจำปี 2564
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนิบงบารู
วันที่อนุมัติ 25 กุมภาพันธ์ 2564
ปี 2564
ระยะเวลาดำเนินโครงการ -
งบประมาณ 29,250.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางยูไวรีย๊ะ ยูนุ๊
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ประเด็น
แผนงานผู้สูงอายุ
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคซึ่งทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวเลขของผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น 189 ล้านคน และคาดว่าในอีก 20 ปี ข้างหน้าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 324 ล้านคน ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้ไม่ดี และส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ อีกทั้งยังพบว่า อายุเฉลี่ยของการเริ่มต้นป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้นน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และความเครียดจากการทำงาน โรคความดันโลหิตสูงนอกจากจะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายแล้ว ยังเชื่อมโยงไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคคือ “พันธุกรรม” และ “สิ่งแวดล้อม” ในส่วนของพันธุกรรมนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น ขณะที่สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์แม่ แม้พันธุกรรมจะเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แต่ก็สามารถควบคุมปัจจัยเรื่องอาหารและสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวได้ มีผลการวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การควบคุมอาหารอย่างดี รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลโดยตรงต่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูงทางพันธุกรรม อีกทั้งยังเป็นการควบคุมโรค และป้องกันโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเพราะการควบคุมอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงได้ ในปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนิบงบารู สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี ร้อยละ 63.91 ซึ่งถือว่ายังควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนิบงบารู  ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงให้ครอบคลุมกลุ่มป่วยทุกคน ดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ประจำปี 2564 ขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลตนเองให้ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. 1. เพื่อให้กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
  2. 2. เพื่อให้กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตได้ดี
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมที่ 1 อบรมให้ความรู้
วิธีดำเนินการ
  1. จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติ
    1. ประชาสัมพันธ์โครงการ และแจ้งกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ
    2. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน โดยในการอบรมแบ่งกลุ่มเป้าหมาย เป็น 3 รุ่นๆ ละ 50 คน มีกิจกรรมดังนี้ 3.1 อบรมเชิงปฏิบัติการแก่กลุ่มเป้าหมาย
    • การบริโภคอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
    • การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
    • การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย และการสังเกตตนเองเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย
    • การรับประทานยาในผู้ป่วย และการขาดยาจะส่งผลอย่างไร
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน มีความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
  2. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลได้ดี มากกว่าร้อยละ 50
    1. อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยลดลง