โครงการพัฒนาพฤติกรรมโรคเบาหวาน - ความดันโลหิตสูง
โครงการพัฒนาพฤติกรรมโรคเบาหวาน - ความดันโลหิตสูง
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการพัฒนาพฤติกรรมโรคเบาหวาน - ความดันโลหิตสูง | |
| รหัสโครงการ | 64-L3332-1-7 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | รพ.สต.บ้านนาปะขอ | |
| วันที่อนุมัติ | 13 กรกฎาคม 2564 | |
| ปี | 2564 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 6 กันยายน 2564 - 7 กันยายน 2564 | |
| งบประมาณ | 22,600.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | ผอ.รพ.สต.บ้านนาปะขอ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง |
ปัจจุบันเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนประชาชนมีการแข่งขันสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวนิยมวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น จึงทำให้วิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเช่นการเร่งรีบกับการทำงานบริโภคอาหารโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงขาดการออกกำลังกายเครียดทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุข เป็นกลุ่มโรคที่มีปัจจัยสาเหตุการนำสู่โรคจากปัจจัยเสี่ยงร่วม และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรซึ่งโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการและมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม จากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2551 พบว่า อัตราตายต่อแสนประชากร จากโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานเท่ากับ3.9, 21.2, 20.8 และ 12.2เรียงตามลำดับ ส่วนอัตราป่วยในต่อแสนประชากรด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรค หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองและโรคเบาหวาน เท่ากับ 860.53, 185.72, 216.58 และ 675.7 ตามลำดับ จากข้อมูลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาปะขออัตราการป่วยและอัตราการตายของประชากรในเขตรับผิดชอบ ปี ๒๕๖1 พบอัตราป่วยโรคเบาหวาน ๒,๗๐๓.๗๐ ต่อแสนประชากร โรคความดันโลหิตสูง อัตราป่วย ๙,๐๗๔.๐๗และอัตราตายโรคหัวใจและหลอดเลือด๑๓๔.๙๕ ต่อแสนประชากร โรคมะเร็ง อัตราตาย๓๓.๗๔ต่อแสนประชากรและในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 274 คน สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ จำนวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 33.24และจากการคัดกรองสุขภาพ ปีงบประมาณ ๒๕๖4 ( ตุลาคม ๒๕๖3 - ธันวาคม ๒๕๖3)พบกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานร้อยละ ๒๓.๘๘ และกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงร้อยละ ๔๖.๘๖และพบว่าในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 117 คน สามารถควบคุมน้ำตาลได้จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 34.19 และในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 361 คน สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ จำนวน 171 คน คิดเป็นร้อยละ 47.37 ในการนี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาปะขอ จึงได้จัดทำโครงการ “โครงการพัฒนาพฤติกรรม โรคเบาหวาน - ความดันโลหิตสูง”ขึ้นเพื่อส่งเสริม /สนับสนุนให้ประชาชนในชุมชนให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายมีความแข็งแรงทั้งกาย ใจ สังคมจิตวิญญาณ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนในการ
- เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีความรู้ในเรื่องโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การดูแลสุขภาพ การรับประทานอาหารและยา การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพตา ไต เท้า ทั้งสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
- เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำความรู้ที่ได้รับ มาปรับพฤติกรรมในเรื่องการดูแลสุขภาพตนเอง ใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ถูกวิธี และลดการพึ่งพาการใช้ยาที่เกินความจำเป็น
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถคุมระดับน้ำตาลได้
- ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถคุมระดับความดันโลหิตได้ดี
- อบรมให้ความรู้
- ขั้นเตรียมการ
- การวางแผนกำหนดโครงการ
- ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการ 3. เขียนโครงการเสนอตามลำดับ 4. ประชุมติดตามงานแต่ละฝ่ายหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข 2. ขั้นดำเนินการ 1. ประชุมกลุ่มเตรียมจัดทำโครงการสัมมนาในหัวข้อเรื่องโครงการพัฒนาพฤติกรรมโรคเบาหวาน–ความดันโลหิตสูง 2. จัดทำโครงการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “เบาหวานป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ เพียงรู้และเข้าใจ 3. ติดต่อท่านวิทยากร 4. จัดเตรียมสถานที่จัดอบรมโครงการ 5. จัดอบรมโครงการ 6.สรุปผลการดำเนินงานตามแผนงานโครงการพร้อมแนบรายงาน ส่งให้กองทุนหลักประกันสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบลนาปะขอ
- ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ทั้งความรู้เรื่องโรคการตรวจสุขภาพด้วยตนเอง การรับประทานอาหาร การรับประทานยา การออกกำลังกาย การตรวจเท้าและการดูแลเท้าได้ถูกต้องปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น
2.ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สามารถนำความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ทั้งความรู้เรื่องโรคการตรวจสุขภาพด้วยตนเอง การรับประทานอาหาร การรับประทานยา การออกกำลังกาย การตรวจเท้าและการดูแลเท้า มาใช้ดูแลสุขภาพด้วยตนเองได้ถูกต้องเหมาะสม
3.ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถคุมระกับน้ำตาลได้มากกว่าร้อยละ 40 4.ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถคุมระดับความดันโลหิตได้มากกว่าร้อยละ 50