โครงการรวมพลัง ต้านภัยโรคเรื้อรัง ตำบลวังประจัน ปีงบประมาณ 2566
โครงการรวมพลัง ต้านภัยโรคเรื้อรัง ตำบลวังประจัน ปีงบประมาณ 2566
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการรวมพลัง ต้านภัยโรคเรื้อรัง ตำบลวังประจัน ปีงบประมาณ 2566 | |
| รหัสโครงการ | 2 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังประจัน ตำบลวังประจัน | |
| วันที่อนุมัติ | 18 เมษายน 2566 | |
| ปี | 2566 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 พฤษภาคม 2566 - 30 กันยายน 2566 | |
| งบประมาณ | 18,780.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายยงยุทธ์ ชูวงศ์ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล |
- ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ขนาด 27.04
- ร้อยละของประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ขนาด 55.36
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเกิดจากพันธุกรรมและพฤติกรรมสุขภาพที่มีความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารการสูบบุหรี่การดื่มสุรา การไม่ออกกำลังกายความเครียด โรคอ้วนโรคเรื้อรังดังกล่าวเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงถ้าไม่ได้รับการดูแลอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
จากการดำเนินงานในคลินิกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังประจันประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ พบว่า มีกลุ่มป่วยรายใหม่โรคความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๕ ราย คิดเป็นร้อยละ๑.๙๒ ของประชากรอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน จำนวน ๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๐.๘๙ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕มีกลุ่มป่วยรายใหม่โรคความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๓ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑.๗๒ ของประชากรอายุ ๓๕ ปีข้นไปที่ยังไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และกลุ่มป่วยรายใหม่โรคเบาหวาน จำนวน ๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๐.๘๖ ของประชากรอายุ ๓๕ปีขึ้นไปที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (ข้อมูลจากโปรแกรม HDC) เห็นได้ว่าอัตราป่วยรายใหม่มีแนวโน้มลดลง และยังพบว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตได้โดยผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ ๑๔.๗๔ และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควบคุมระดับความดันโลหิตได้ร้อยละ ๓๙.๙๒(ข้อมูลจากโปรแกรม HDC) จากผลการดำเนินงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยเรื้อรังไม่สามารถควบคุมอาการและความรุนแรงของโรคได้ตามเกณฑ์ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่จะต้องเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะในพื้นที่เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล(รับประทานหวาน มันเค็มมากเกินไปและรับประทานผัก ผลไม้น้อยเกินไป) การเคลื่อนไหวทางกายน้อยการบริโภคยาสูบรวมถึงภาวะเครียดซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดังกล่าวจะส่งผลให้โรคเรื้อรังที่เป็นอยู่มีความรุนแรงและมี ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความพิการและเสียชีวิตตามมา ซึ่งการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อในชุมชน ไม่สามารถดำเนินการได้โดยกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง หากแต่ชุมชนและภาคีเครือข่ายองค์กรต่างๆล้วนมีอิทธิพลและมีความสำคัญในการลดปัจจัยเอื้อต่อการเกิดโรค ฉะนั้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในการค้นหาปัญหา และดำเนินการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันจึงเป็นแนวทางที่สำคัญ
- เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานได้รับการติดตามตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
- เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตซ้ำ
- เพื่อให้ผู้ป่วยเรื้อรังสามารถควบคุมความรุนแรงของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
- กิจกรรมประชุมคณะทำงาน ภาคีเครือข่าย แกนนำชุมชน ผุ้นำศาสนา และทีมสุขภาพโรคเรื้อรัง เพื่อวางแผนและสรุปผลการดำเนินงาน
- กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ
- กิจกรรมจัดทำค่ายผู้ป่วยเรื้อรัง / ผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
๑.กลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้รับการวินิจฉัยโรคและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีในรายที่จำเป็น ๒.กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานได้รับการป้องกัน ควบคุมโรค และลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ๓.ผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในพื้นที่ตำบลวังประจัน เกิดการตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เข้มข้นสามารถควบคุมความรุนแรงของโรคและความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างยั่งยืน เกิดนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างสุขภาพให้มีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และการขยายผลการเกิดนวัตกรรมสุขภาพชุมชนสร้างความเข็มแข็งและการพึ่งตนเองทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง