กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ห่างไกลโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ปีงบประมาณ 2566

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ห่างไกลโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ปีงบประมาณ 2566
รหัสโครงการ 66 – L7452 – 1 – 3
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ หน่วยบริการปฐมภูมิสถานพยาบาลเรือนจำกลางยะลา
วันที่อนุมัติ 14 พฤศจิกายน 2565
ปี 2566
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 มกราคม 2566 - 30 กันยายน 2566
งบประมาณ 37,190.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางสาวอัลอานีซะห์ ช่อสามารถ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
พื้นที่ดำเนินการ
ประเด็น
แผนงานโรคเรื้อรัง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ) จากข้อมูลสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่าโรคเรื้อรังหรือโรคไม่ติดต่อเป็นโรค ที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มจัด รวมถึงความเครียด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้าย ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองและหัวใจ มะเร็ง ถุงลมโป่งพองและ โรคอ้วนลงพุง และทำให้อายุไขของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอายุต่ำกว่า 60 ปี โดยจากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มดังกล่าวมากกว่าปีละ3 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยคิดเป็นร้อยละ 73 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยทั่วโลกสาเหตุการตายด้วยโรคกลุ่มดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 63 ของสาเหตุการตายของประชากรโลก
ปัจจุบันเรือนจำกลางยะลา พบกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นจำนวนมาก ผู้ต้องขังทั้งหมด จำนวน 1,830 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2565) ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 82 คน คิดเป็นอัตราป่วยร้อยละ 4.5และจากการจัดลำดับความชุก 10 อันดับโรคของผู้ต้องขังพบว่า ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง จัดอยู่ในอันดับที่ 1จำนวน 35 คน และรองลงมาคือผู้ต้องขังป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับเบาหวานจำนวน 30 คน ซึ่งพบจำนวนสูงสุดในกลุ่มผู้ต้องขัง อายุ 35 ปี ขึ้นไป และ จากข้อมูลการคัดกรองโรคติดต่อและไม่ติดต่อเรื้อรังในเรือนจำกลางยะลา ปีงบประมาณ 2565 โดยโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต อบรมให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อและไม่ติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญและจัดการความเครียดแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางยะลา มีผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงเข้าร่วมโครงการ จำนวน 135 คน พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 4 คนและเบาหวาน 2 คน รวม 6 คนซึ่งขณะนี้ ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ยังมีผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน จำนวน 129 คน ที่สถานพยาบาลเรือนจำกลางยะลา ยังคงต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อลดจำนวนการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ เพราะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่ทำให้สูญเสียชีวิตทันที แต่ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เกิดความสูญเสียทั้งทางด้านสังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องขังป่วยมีภาวะแทรกซ้อน ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านความสามารถหรือมีความพิการหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร
สถานพยาบาลเรือนจำกลางยะลา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลป้องกันก่อนการเกิดโรคดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ผู้ต้องขังเรือนจำกลางยะลา ห่างไกลโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อให้ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงมีความตระหนักและสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรม ไปใช้ในการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกวิธี แบบพึ่งพาตนเอง ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ผู้ต้องขังสามารถควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตได้ รวมทั้งลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนเพิ่มความตระหนักในการดูแลตนเอง และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. 1. เพื่อให้ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน เข้าร่วมโครงการและมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
  2. 2. เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานรายใหม่
  3. 4. ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อโครงการ
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมที่ 1 อบรมให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในเรือนจำนวน 150 คน แบ่งเป็น 3 รุ่นๆ ละ 50 คนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุ่นล่ะ 10 คน รวม 180 คน ระยะเวลาดำเนินการ 3 วั
  2. กิจกรรมที่ 2 ประเมินติดตามระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตของผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง 1 เดือน และ 6 เดือน หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง 2.ลดจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานรายใหม่
3.สร้างโอกาสให้กลุ่มผู้ต้องขังเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพอนามัยของตนเอง