โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (รร.ผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ)
โครงการ
" โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (รร.ผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ) "
ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
หัวหน้าโครงการ
นางขำ ชนะภัย
มีนาคม 2567
ที่อยู่ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จังหวัด สงขลา
รหัสโครงการ 66-L8402-3-25 เลขที่ข้อตกลง 25/2566
ระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ 6 กันยายน 2566 ถึง 31 มีนาคม 2567
กิตติกรรมประกาศ
"โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (รร.ผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ) จังหวัดสงขลา" สำเร็จได้ด้วยดี ด้วยความร่วมมือจาก สมาชิกในชุมชน ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
คณะทำงานโครงการฯ ขอขอบคุณ กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลคูหาใต้ ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้ง ภาคีเครือข่ายที่สำคัญระดับพื้นที่ ที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ ชี้แนะ สุดท้ายขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่มิได้ระบุชื่อไว้ในที่นี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีความยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป
คณะทำงานโครงการ
โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (รร.ผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ)
บทคัดย่อ
โครงการ " โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (รร.ผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ) " ดำเนินการในพื้นที่ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา รหัสโครงการ 66-L8402-3-25 ระยะเวลาการดำเนินงาน 6 กันยายน 2566 - 31 มีนาคม 2567 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 37,232.00 บาท จาก กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลตำบลคูหาใต้ เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมโครงการ หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปรากฏดังนี้
โครงการนี้ยังไม่มีการเขียนหรือแก้ไขบทคัดย่อ
หมายเหตุ : รายละเอียดของบทสรุปคัดย่อการดำเนินงาน ให้ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้เขียนสรุปภาพรวมของโครงการใน "ผลลัพธ์โครงการ"
สารบัญ
| กิตติกรรมประกาศ | » |
| บทคัดย่อ | » |
| ความเป็นมา/หลักการเหตุผล | » |
| วัตถุประสงค์โครงการ | » |
| กิจกรรม/การดำเนินงาน | » |
| กลุ่มเป้าหมาย | » |
| ผลลัพธ์ที่ได้ | » |
| การประเมินผล | » |
| ปัญหาและอุปสรรค | » |
| ข้อเสนอแนะ | » |
| เอกสารประกอบอื่นๆ | » |
ความเป็นมา/หลักการเหตุผล
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ทำให้ประชากรในวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มีผลให้ลักษณะครอบครัวไทยเปลี่ยนจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวลดลง จำนวนผู้ที่จะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวลดลง มีเวลาให้ผู้สูงอายุลดลง ขาดการให้ความรักและความอบอุ่น ผู้สูงอายุจึงถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว ดำเนินชีวิตเพียงลำพัง จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน ทั้งในด้านความคิด ความเข้าใจ และค่านิยมต่างๆ ซึ่งก่อให้ผู้สูงอายุเกิดความน้อยใจ ความเครียด ความคับข้องใจ แยกตัวออกจากสังคม ขาดสัมพันธภาพกับสมาชิกในครอบครัว ท้อแท้และน่าเบื่อหน่ายในชีวิต ประกอบกับวัยสูงอายุเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ต้องออกจากงาน มีรายได้ลดลง ภาวะสุขภาพเสื่อมลง มีโรคทางกายเพิ่มมากขึ้น มีสารชีวเคมีและฮอร์โมนลดลง การสูญเสียสิ่งสำคัญของชีวิต เช่น การสูญเสียคู่ชีวิตเพราะตายจาก การสูญเสียบุตรเพราะแยกไปมีครอบครัว คุณค่าในตนเองลดลงจนเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง แยกตัวออกจากสังคม เป็นผลให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เทศบาลตำบลคูหาใต้ มีประชากรทั้งหมด จำนวน 12,123 คน เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 2,785 คน คิดเป็นร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด จำนวนประชากรผู้สูงอายุเกินร้อยละ 20 ซึ่งถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ ชมรมผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ และกองสวัสดิการสังคมเทศบาลตำบลคูหาใต้ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงได้จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุได้ออกจากบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน ได้พบปะเพื่อนผู้สูงอายุในวัยเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้เรียนรู้ทักษะการชีชีวิต ทักษะการฝึกอาชีพ ทักษะการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในช่องทางที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว มีโอกาสได้เรียนรู้ตามอัธยาศัย ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งผลให้ผู้สูงอายุคงความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ และเพื่อป้องกันผู้สูงอายุติดบ้านซึ่งอาจจะนำไปสู่ผู้สูงอายุติดเตียงได้นั้น จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (โรงเรียนผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ)
วัตถุประสงค์โครงการ
- เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ
- เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ
- เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกัน
- เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สูงอายุในบั้นปลายของชีวิต
กิจกรรม/การดำเนินงาน
กลุ่มเป้าหมาย
| กลุ่มเป้าหมาย | จำนวนที่วางไว้ | |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกตามช่วงวัย | ||
| กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน | ||
| กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน | ||
| กลุ่มวัยทำงาน | ||
| กลุ่มผู้สูงอายุ | 40 | |
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกกลุ่มเฉพาะ | ||
| กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด | ||
| กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง | ||
| กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ | ||
| กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง | ||
| สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)] |
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- ผู้สูงอายุได้รับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
- ผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ
- ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกัน
- ผู้สูงอายุมีขวัญและกำลังใจในบั้นปลายของชีวิต
ส่วนที่ 1 ผลการดำเนินงาน
| วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผลลัพธ์และตัวชี้วัดผลลัพธ์** กิจกรรมของโครงการ | ผลผลิต* | |
|---|---|---|
| ผลผลิตที่ตั้งไว้ | ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง | |
* ผลผลิต หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นเชิงปริมาณจากการทำกิจกรรม เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม จำนวนผู้ผ่านการอบรม จำนวนครัวเรือนที่ปลูกผักสวนครัว เป็นต้น
** ผลลัพธ์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เช่น หลังอบรมมีผู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำนวนกี่คน มีข้อบังคับหรือมาตรการของชุมชนที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ต้องมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการรายงาน เช่น ข้อมูลรายชื่อแกนนำ , แบบสรุปการประเมินความรู้ , รูปภาพกิจกรรมพร้อมคำอธิบายใต้ภาพ เป็นต้น
ส่วนที่ 2 ประเมินความพึงพอใจต่อความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินโครงการในภาพรวม
ผลการดำเนินโครงการ
สรุปผลการดำเนินโครงการ
ผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรม:
บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
บรรลุตามวัตถุประสงค์บางส่วนของโครงการ
ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (โรงเรียนผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ) ดำเนินกิจกรรม จำนวน 11 กิจกรรม เป้าหมายนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ จำนวน 40 คน ระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 6 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2567 เวลา 12.00 – 16.00 น. ทุกวันพุธของสัปดาห์ โดยมีหัวข้อกิจกรรม ดังนี้
1. การตรวจสุขภาพ การประเมินสมรรถภาพก่อนการเรียน โดยใช้แบบคัดกรอง/ประเมินผู้สูงอายุ
2. แนวทางการการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ
3. กิจกรรมสร้างสุขสำหรับผู้สูงอายุ
4. กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (การเต้นบาสโลบ)
5. การดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ
6. การใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย
7. กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (การรำไม้พลอง)
8. กิจกรรมนวดแผนไทย การฝึกทำลูกประคบ
9. กิจกรรมอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ (การทำน้ำสมุนไพร)
10. การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ
11. การส่งเสริมสุขภาพจิต
กิจกรรมที่ 1 การตรวจสุขภาพ การประเมินสมรรถภาพก่อนการเรียน โดยใช้แบบคัดกรอง/ประเมินผู้สูงอายุ ดำเนินการวันที่ 6 ธันวาคม 2566
กำหนดการ
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ
- ทำแบบคัดกรอง / ประเมินผู้สูงอายุ / แบบประเมินความสุข
- บันทึกผลในสมุดประจำตัว / แจ้งผลรายบุคคล
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายและประเมินสุขภาพเบื้องต้น โดยใช้แบบคัดกรอง / แบบประเมินสุขภาพผู้สูงอายุเบื้อต้น โดยการวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก และวัดรอบเอว เพื่อประเมินสุขภาพ ประเมินสมรรถภาพก่อนการเรียนของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุบ้านกองอิฐ บรรยายการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุ และมีการละลายพฤติกรรมเป็นกิจกรรมสั้นๆ แต่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผู้สูงอายุทุกคนได้ทำความรู้จักกัน การแนะนำตัวเอง เพื่อให้ผู้สูงอายุได้แสดงออก ได้ทำความรู้จักเพื่อน ๆ ทั้งเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่า ได้เรียนรู้กันมากขึ้นในการเปิดเรียนครั้งแรก และทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความสนุกสนาน ความสัมพันธ์ในกลุ่มนักเรียนผู้สูงอายุ
กิจกรรมที่ 2 แนวทางการการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ดำเนินการวันที่ 13 ธันวาคม 2566
กำหนดการ
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - แนวทางการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ
- เคล็ดลับสูงวัยทำอย่างไรไม่ให้ร่างกายนำหน้ากว่าอายุจริงของเรา
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายแนวทางการเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประเทศ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพทย์และการสาธารณสุข ทำให้คนมีสุขภาพพลานามัยดีขึ้น อายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าในอดีต จำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น สภาพร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น ช่วงที่เข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งเป็นวัยสุดท้ายของชีวิต จึงควรต้องมีการเตรียมตัว เพื่อยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข มีหลักปฏิบัติ ดังนี้
1. ต้องยอมรับว่าเมื่อเข้าสู่ระยะวัยสูงอายุแล้ว กำลังร่างกาย จิตใจย่อมเปลี่ยนแปลงในทางลดน้อยลง จึงต้องปรับตัวให้เข้า กับสังคมและหน้าที่การงานที่เหมาะสม
2. พยายามรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
3. ทำจิตใจให้แจ่มใส สนใจบุคคลและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญในคำสอนทางศาสนามากขึ้น
4. ช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด โดยคิดว่าตนเองมีความสามารถ อย่าท้อแท้ และพึ่งผู้อื่นให้น้อยที่สุด การเตรียมตัวที่ดีและพร้อม จะทำให้ผู้สูงอายุมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัว และสังคมได้อย่างมีความสุข
กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมสร้างสุขสำหรับผู้สูงอายุ ดำเนินการวันที่ 20 ธันวาคม 2566
กำหนดการ
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - 5 กิจกรรมสร้างสุขสำหรับผู้สูงอายุ การท่องเที่ยว ออกกำลังกาย งาน
อดิเรกทางสังคม ธรรมปฏิบัติ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยาย 5 กิจกรรมสร้างสุขสำหรับผู้สูงอายุ
1. กิจกรรมทางสังคม คือการเข้าวัด ทำบุญ ฟังธรรม หรือพบปะเพื่อนฝูง นั่งคุยกันบ้าง การเข้ากิจกรรมทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตดีขึ้น ไม่คิดซึมเศร้า หรือเหงาอยู่คนเดียว หากว่าผู้สูงอายุของคุณไม่ชอบการพบปะเพื่อนฝูง หรือไม่ชอบออกไปข้างนอกบ้าน คุณอาจจะชักชวนเพื่อนๆ ของท่าน หรือพาลูกหลานมาเยี่ยมก็เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ อย่างหนึ่ง
2. กิจกรรมการออกกำลังกาย แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีความจำกัดทางด้านร่างกาย แต่ก็ต้องออกกำลังกาย การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง สุขภาพจิตดี แข็งแรงกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และมีอายุที่ยืนยาวกว่าอีกด้วย โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่งเหยาะๆ จ๊อกกิ้ง เดินเร็ว เป็นต้น
3. กิจกรรมธรรมปฏิบัติ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี มีสติ สมาธิ ช่วยลดความเครียด ความกังวล ความไม่สบายใจ อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดความทุกข์ เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ มีความสุขและเป็นความสุขที่สงบและยั่งยืน
4. กิจกรรมการท่องเที่ยว ควรพาผู้สูงอายุออกจากบ้านบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวใกล้ๆ บ้าน ใช้เวลาไม่นาน หรือการไปท่องเที่ยวไกลๆ ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา มีผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุมาก อย่างน้อยการพาผู้สูงอายุออกมาทานข้าวนอกบ้านอาทิตย์ละครั้ง ก็ช่วยให้ผู้สูงอายุมีจิตใจดีขึ้นได้มาก
5. กิจกรรมงานอดิเรก ควรจัดให้ผู้สูงอายุได้ทำสิ่งที่ชอบ เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และคลายเหงา เช่น งานฝีมือ ทำอาหาร ร้องรำทำเพลง หรือจัดสวน เป็นต้น นอกจากจะฝึกให้ได้พัฒนาสมองอยู่ทุกวันแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองได้อีกด้วย
แม้ว่าผู้สูงอายุ จะเป็นวัยที่มีกิจกรรมน้อยลง และไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่ากับวัยอื่นๆ แต่ต้องการแสวงหาความสงบ และความสุขให้กับชีวิตเป็นหลัก แต่การมีกิจกรรมที่ดี ก็ช่วยสร้างความสุข และส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุได้
กิจกรรมที่ 4 การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (การเต้นบาสโลบ) ดำเนินการวันที่ 27 ธันวาคม 2566
กำหนดการ
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
- การเต้นบาสโลบ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรแนะนำการออกกำลังกายในวัยผู้สูงอายุจะไม่เหมือนกับวัยอื่น ๆ ด้วยสุขภาพและสรีระร่างกายที่ไม่ได้คล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน ทั้งยังต้องคำนึงถึงการออกกำลังกายให้ถูกหลัก ต้องระมัดระวังในเรื่องการหกล้มหรืออาการบาดเจ็บมากกว่าคนวัยอื่น จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใส่ใจและเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสม การเต้นบาสโลบจึงถูกนำมาประยุกต์ ใช้สำหรับออกกำลังกายมากขึ้นในวัยสูงอายุ เพราะการเต้นประเภทนี้เป็นการขยับร่างกายอย่างช้า ๆ ตามจังหวะเสียงเพลงอย่างเพลิดเพลินที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์ในผู้สูงอายุ วิทยากรนำผู้สูงอายุเต้นตามจังหวะเสียงเพลงที่เหมาะสมสำหรับช่วงวัย ทำให้ผู้สูงอายุได้ผ่อนคลายความตึงเครียดทำให้รู้สึกสนุกสนานและอารมณ์ดีอีกด้วย
กิจกรรมที่ 5 การดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ดำเนินการวันที่ 10 มกราคม 2567
กำหนดการ
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - การดูแลสุขภาพช่องปากในวัยผู้สูงอายุ
- การตรวจสุขภาพช่องปากเบื้องต้น
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายการดูแลสุขภาพช่องปากในวัยผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพร่างกาย และการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ เพราะสุขภาพช่องปากที่ดีจะช่วยให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้ตามปกติ ไม่มีอาการเจ็บปวด ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไปสู่ระบบอื่น เช่นระบบหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งหากไม่ดูแลรักษาอย่างเหมาะสม จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากจนทำให้เจ็บปวด สูญเสียฟัน ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาหารลดลง นำไปสู่การรับประทานอาหารได้น้อยลง จนร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอ ส่งผลให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย ดังนั้น การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ
ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ คือ ภาวะที่ช่องปากของผู้สูงอายุมีโรคเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นบริเวณปาก ภายในช่องปาก ฟันหรือลิ้น เป็นต้น อาจมีได้ตั้งแต่โรคในช่องปากที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย หรือโรคในช่องปากที่มีผลมาจากโรคทางระบบอื่นๆ หรือยาที่รับประทานสำหรับรักษาโรคนั้นๆ ปัญหาสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุนั้นมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป เช่น การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกวิธีและไม่เหมาะสม กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรงน้อยลง การบริโภคเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบ เช่น ชา/กาแฟ หรือการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็ส่งผลต่อสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุได้เช่นกัน ปัญหาสุขภาพช่องปากที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ได้แก่
1. โรคเหงือกและโรคปริทันต์อักเสบ
2. ฟันผุในผู้สูงอายุและการดูแลฟันปลอมในผู้สูงอายุ
3. การสูญเสียฟันในผู้สูงอายุและการดูแลฟันปลอมในผู้สูงอายุ
4. ภาวะปากแห้ง
5. แผลในช่องปาก
6. มะเร็งช่องปาก
การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาช่องปาก ทำได้ดังนี้
1. แปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันโดยใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดี เพราะคราบสะสมบนฟันเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากละเลยสุขอนามัยในช่องปาก
2. ควรใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคฟันผุได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาปากแห้ง น้ำลายน้อย
3. พบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลา เพื่อทำความสะอาดและตรวจช่องปาก และควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพร่างกาย ยาที่รับประทาน และปัญหาภายในช่องปากที่เกิดขึ้น
4. งดการสูบบุหรี่
5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. จำกัดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
7. ดูแลฟันปลอมให้ถูกวิธี ไม่ควรใส่ฟันปลอมตอนนอนและทำความสะอาดฟันปลอมอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มกับน้ำสบู่เพื่อทำความสะอาดฟันปลอม
8. สังเกตอาการภายในช่องปากของตนเองเสมอ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นให้รีบไปพบทันตแพทย์ทันที
กิจกรรมที่ 6 การใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย ดำเนินการวันที่ 31 มกราคม 2567
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - วิธีการใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- การให้ความรู้เรื่องอาหารเสริมในวัยผู้สูงอายุ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย แม้ว่ายาจะสามารถใช้รักษาให้หายป่วย และทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตราย เช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์ ดังนั้น ก่อนใช้ยาควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้ทุกครั้งอันตรายจากการใช้ยานั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากฤทธิ์ของยา ซึ่งอาจเริ่มจากอาการที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ จนถึงขั้นเสียชีวิต เช่น การทำลายตับ หรือ การหายใจไม่ออก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดได้จากปฏิกิริยาระหว่างยา 2 ชนิดขึ้นไป หรือ ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม (เช่น วิตามินหรือสมุนไพร) ที่รับประทานระหว่างการใช้ยา โดยอาจส่งผลให้ยาที่รับประทานบางชนิด มีประสิทธิภาพลดลงหรือออกฤทธิ์รุนแรงเกินไป หรืออาจเกิดสารเคมีตัวใหม่ที่มีอันตรายสูง
หลักการใช้ยาที่ถูกต้องและปลอดภัย
1. ก่อนใช้ยาทุกครั้งต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจ อ่านให้ละเอียด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2. ใช้ยาให้ตรงกับโรค โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพราะจะทำให้ไม่เป็นอันตราย
3. ใช้ยาให้ถูกวิธี เช่น ไม่แกะผงยาที่อยู่ในแคปซูลมาโรยแผล ยาชนิดที่ใช้ทาห้ามนำมารับประทาน เป็นต้น
4. ใช้ยาให้ถูกกับบุคคล ควรใช้ยาให้ถูกกับสภาพของบุคคลเพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น ยาที่ให้เด็กกินต้องมีปริมาณไม่เท่ากับผู้ใหญ่ ยาบางชนิดไม่ควรให้หญิงมีครรภ์กินเพราะอาจเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้
5. ใช้ยาให้ถูกขนาด ควรใช้ยาตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดไว้ เพราะถ้าใช้เกินขนาดอาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือถ้าใช้น้อยไปอาจจะทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผลดี
6. ใช้ยาให้ถูกเวลา ยาแต่ละชนิดจะกำหนดระยะเวลาที่ใช้ไว้
การให้ความรู้เรื่องอาหารเสริมในวัยผู้สูงอายุ
อาหารเสริมผู้สูงอายุหรือวิตามินสำหรับผู้สูงอายุ เป็นตัวช่วยสำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เปรียบเสมือนยาบํารุงร่างกายผู้สูงอายุที่จะเข้าไปเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และยังมีประโยชน์ในการป้องกันปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งช่วยลดอาการอ่อนเพลีย, ไม่มีแรง, ไม่อยากอาหาร รวมถึงป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และโรคซึมเศร้าด้วย
อาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของผู้สูงอายุได้ ทั้งช่วยเติมสารอาหารให้ร่างกายของผู้สูงอายุ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เพิ่มธาตุอาหารและวิตามินที่ร่างกายให้แก่ผู้ป่วย ตลอดจนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของผู้สูงอายุแข็งแรงยิ่งขึ้น
วิธีการเลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุ
1. พิจารณาสารอาหารในอาหารเสริมผู้สูงอายุว่ามีอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร
2. เลือกอาหารเสริมที่เหมาะสมกับสุขภาพของผู้สูงอายุ เช่น อาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาจเลือกอาหารเสริมที่มีแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
3. ตรวจสอบส่วนประกอบในอาหารเสริมหรือว่ามีส่วนผสมที่ผู้สูงอายุแพ้หรือไม่
4. เลือกตามรูปแบบการทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็น แบบผงสำหรับชง แบบเม็ด หรือแบบแคปซูล
5. ตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารเสริม โดยอาจดูรายละเอียดข้อมูลบนฉลาก เช่น ชื่ออาหารเสริม, เลขที่ผลิตภัณฑ์, สถานที่ผลิต, ปริมาณสารอาหาร, เครื่องหมาย อย. ตลอดจนวันเดือนปีที่ผลิตและวันเดือนปีที่หมดอายุ
6. ดูความคุ้มค่าของอาหารเสริมผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากคุณภาพ สารอาหาร และราคาของผลิตภัณฑ์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
กิจกรรมที่ 7 กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (การรำไม้พลอง) ดำเนินการวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
- การรำไม้พลอง
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายการออกกำลังด้วยไม้พลองเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ ลำตัว หลังและต้นขาเป็นส่วนใหญ่ ช่วยป้องกันและลดอาการปวดหลัง การส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยการบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 20 – 30 นาที ช่วยเพิ่มการเผาพลาญพลังงานขึ้นกับความเร็วหรือความแรงที่ทำ ความเร็วอยู่ในระดับเบาจึงเหมาะกับผู้สูงอายุควรทำทุกวันหรือเกือบทุกวันเวลาเช้าหรือเย็นแล้วแต่สะดวก ไม้ที่ใช้ในการบริหารร่างกายมีความยาวเท่ากับช่วงข้อมือของแต่ละคนในขณะกางแขนออกหรือประมาณ 125 – 130 เซนติเมตร ไม้พลองควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ไม่ควรเกิน 1.5 นิ้ว เพราะจะกำยากและไม่ถนัดในการบริหาร วัสดุทำไม้พลองจะใช้ไม้ไผ่ ไม้หนวด ไม้พลอง ท่อพีวีซี หรือไม้ถูพื้นก็ได้ ควรมีน้ำหนักที่พอเหมาะกับกำลังแขนแต่ละคน สำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกอาจเริ่มทำแต่ละท่าจำนวนน้อยครั้งและเคลื่อนไหวช้า ๆ ก่อน เมื่อเกิดความชำนาญจึงเพิ่มจำนวนครั้งและความเร็วหากเหนื่อยอาจหยุดพักระหว่างท่าประมาณครึ่งถึงหนึ่งนาทีแล้วทำต่อ จะช่วยให้ปอด หัวใจ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
กิจกรรมที่ 8 กิจกรรมนวดแผนไทย การฝึกทำลูกประคบ ดำเนินการวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - กิจกรรมนวดแผนไทย
- การฝึกทำลูกประคบ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยาย การนวดแผนไทย (Thai Massage) หรือเรียกอีกอย่างว่าการนวดแผนโบราณ เป็นหนึ่งในรูปแบบการนวดบำบัด (Therapeutic Touch) โดยให้ผู้รับบริการนอนราบบนเสื่อหรือฟูกนอนที่พื้น แล้วให้ผู้นวด บีบ คลึง และกดตามลำตัว เพื่อกระตุ้นอวัยวะภายในและเพิ่มความยืนหยุ่นของกล้ามเนื้อ ผู้ให้บริการนวดแผนไทยจะใช้มือ นิ้วหัวแม่มือ ศอก ท่อนแขน หรือแม้แต่ฝ่าเท้าประกอบในการนวดกล้ามเนื้อ รวมถึงมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าการนวดประเภทอื่นๆ ที่ให้ผู้รับบริการนอนราบไปเฉยๆ แม้จะมีชื่อว่าการนวดแผนไทย แต่ลักษณะความเชื่อนั้นคล้ายคลึงกับศาสตร์การแพทย์แผนจีน คือเชื่อว่าในร่างกายมีพลังงานไหลเวียนผ่านส่วนต่างๆ การนวดคลึงและยืดเหยียดร่างกายอาจช่วยให้พลังงาน และเลือดไหลเวียนดีขึ้นนั่นเอง
การนวดแผนไทยสามารถแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะแบ่งด้วยวิธีไหน โดยหากแบ่งให้เข้าได้ง่าย คือการแบ่งตามสรรพคุณ ซึ่งแบ่งได้หลักๆ 3 ประเภท ดังนี้
1. นวดเพื่อสุขภาพ เป็นการนวดที่สามารถนวดได้ทุกคน รวมถึงผู้สูงอายุ ช่วยกระตุ้นระบบของร่างกายให้ผ่อนคลาย เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น
2. นวดเพื่อการรักษา เป็นการเน้นบรรเทากลุ่มอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดกล้ามเนื้อ
ไหลติด เข่าตึง
3. นวดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นการนวดฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคพาร์กินสัน
ประโยชน์ของการนวดแผนไทย
การนวดแผนไทยมีประโยชน์หลายข้อ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนวด ดังนี้
1. ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ทั้งคอ บ่า และส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกาย
2. ช่วยลดอาการปวดตึงตามข้อ มีการศึกษาทดลองให้ผู้เข้าร่วมที่มีอาการข้อเข่าอักเสบ เข้ารับการนวดแผน
ไทยร่วมกับการออกกำลังกายด้วยไม้เท้าเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้เข้าร่วมรู้สึกปวดน้อยลง และเดินได้ดีขึ้น
3. บรรเทาอาการปวดหลัง การนวดแผนไทยมีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและรักษาร่วมกับวิธีอื่นๆ ได้
มีการศึกษากับคนที่มีอาการปวดหลัง 120 คน โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เข้ารับการนวดแผนไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้งนาน 4 สัปดาห์ พบว่าอาการปวดหลังลดลงอย่างมีนัยะสำคัญ บางการศึกษาพบว่าอาจช่วยลดอาการปวดหลังส่วนบนด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังต่อเนื่องมานาน ควรไปพบแพทย์ก่อนนวดแผนไทย
4. มีส่วนช่วยลดอาการปวดหัว มีการศึกษาแสดงว่าผู้ที่เข้ารับการนวดแผนไทย 9 ครั้งใน 3 สัปดาห์
สามารถลดอาการปวดหัวจากความเครียดหรือไมเกรนลงได้
5. ช่วยขยายขอบเขตการเคลื่อนไหวร่างกาย การนวดแผนไทยประกอบไปด้วยการกด บีบ และการยืด
เหยียดกล้ามเนื้อ ช่วยให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ไม่ยึดเกร็งง่ายเกินไป
6. มีส่วนช่วยลดความเครียด แม้การนวดแผนไทยจะใช้น้ำหนักมากกว่าการนวดประเภทอื่น แต่สำหรับ
หลายคนก็รู้สึกผ่อนคลายจากการนวดแผนไทย เคยมีนักวิจัยทำการสแกนสมองผู้ที่เข้ารับการนวดแผนไทย พบว่าช่วยลดความวิตกกังวลได้ ทั้งนี้การลดความเครียดอาจได้ผลดีขึ้นเมื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอ
7. ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า นวดแผนไทยมีการเคลื่อนไหวเกือบทั้งร่างกายเช่นเดียวกับโยคะ ทำให้ผู้ที่รับการ
นวดแผนไทยอาจรู้สึกกระปรี้กระเป่ามากขึ้นด้วย
8. มีส่วนช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น การนวดแผนไทยช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้น
ผ่านการยืดเหยียด ทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไปเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์
9. อาจมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง การศึกษาในปี 2012 พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่
รับการนวดแผนไทยเป็นประจำ อาจช่วยให้สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น รวมถึงอาจลดอาการปวด ช่วยให้นอนหลับดีขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเสมอ
การฝึกทำลูกประคบ
การทำลูกประคบสมุนไพรลูกประคบสมุนไพร คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำสมุนไพรหลายชนิดมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการตำพอแตก ใช้สดหรือทำให้แห้ง นำมาห่อหรือบรรจุรวมกันในผ้าให้ได้รูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงกลม หมอนสำหรับใช้นาบหรือกดประคบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ถ้าเป็นลูกประคบสมุนไพรแห้งแห้ง ก่อนใช้ต้องนำมาพรมน้ำแล้วทำให้ร้อนโดยนึ่ง
อุปกรณ์การทำลูกประคบสมุนไพร
1. ผ้าสำหรับห่อลูกประคบ ต้องเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบที่มีเนื้อผ้าแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้สมุนไพรร่วงออกมาได้
2. สมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบต้องหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ สด/แห้ง ต้องไม่มีราปรากฏให้เห็นเด่นชัดและ ต้อง
มีพืชสมุนไพรหลักที่มีน้ำมันหอมระเหยอย่างน้อย 3 ชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ และผิวหรือใบมะกรูด/กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และกลุ่มสารที่มี กลิ่นหอม จะระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน เช่น การบูร พิมเสน และเกลือ ช่วยดูดความร้อน
3. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบและจานรองลูกประคบ
4. เชือกสำหรับมัดผ้าห่อลูกประคบ
วิธีทำลูกประคบ
1. นำหัวไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ล้างทำความสะอาด นำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
ตำพอหยาบ ๆ
2. นำใบมะขาม ใบส้มป่อย ผสมกับสมุนไพรในข้อ 1 เสร็จแล้วใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อ
เดียวกัน แต่อย่าให้แฉะเป็นน้ำ
3. แบ่งสมุนไพรที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเป็นส่วนเท่า ๆ กัน โดยใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบมัดด้วยเชือกให้แน่น
4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที
วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร
นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งประมาร 15-20 นาที เมื่อลูกประคบร้อนได้ที่แล้ว ก่อนนำมาใช้ประคบควรมีการทดสอบความร้อนโดยแตะที่ท้องแขนหรือหลังมือก่อน และในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความเร็ว ไม่วางลูกประคบไว้บนผิวหนังนาน ๆ เพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบได้นานขึ้นพร้อมกับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนลูกประคบไปใช้ลูกใหม่แทน (ใช้แล้วนำไปนึ่งแทน)
กิจกรรมที่ 9 กิจกรรมอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ (การทำน้ำสมุนไพร) ดำเนินการวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - อาหารและโภชนาการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ
- การทำอาหารเพื่อสุขภาพ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ ปัจจุบันสังคมไทยกําลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้งสำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนจำนวนประชากรในวัยทำงานและวัยเด็กลดลง เนื่องจาก อัตรา การเกิดและอัตราการตายของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชากรไทยโดยเฉลี่ย มีอายุยืนยาวขึ้น จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของประชากร
ความต้องการสารอาหารในผู้สูงอายุ
1. พลังงาน
2. โปรตีน
3. ไขมัน
4. คาร์โบไฮเดรต
5. วิตามิน
6. แร่ธาตุ
7. น้ำ
8. เส้นใยอาหาร
และอาหารหลัก 5 หมู่
หลักการจัดอาหารที่เหมาะสมและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
1. ควรมีปริมาณสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอกับความต้องการของ ร่างกาย
2. การจัดอาหารแต่ละมื้อควรมีปริมาณน้อยลง และให้กินบ่อยครั้งกว่าเดิมในแต่ละวัน
3. ควรมีลักษณะนุ่ม เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย และเลือกวิธีการเตรียมการปรุงที่เหมาะสม สะดวกต่อการเคี้ยว และการย่อย
4. อาหารประเภทผักต่าง ๆ ควรปรุงโดยวิธีการต้มหรือนึ่ง หลักเลี่ยงการกินผักสดที่มีผล ทำให้เกิดแก็สและทำให้ท้องอืด ผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาเรื่องท้องอืดแน่นท้อง จากการกิน ผัดสดสามารถจัดให้ได้
5. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน กะทิ อาหารทอด เพราะ ผู้สูงอายุจะย่อย และดูดซึมไขมันน้อยลง อาจจะท าให้อาการท้องอืด และแน่นท้องได้
6. ควรเป็นอาหารประเภทที่มีน้ า เพื่อช่วยหล่อลื่นหลอดอาหาร ท าให้กลืนอาหาร สะดวกขึ้น
7. จัดผลไม้ให้ผู้สูงอายุทุกวัน และควรเป็นผลไม้ที่นิ่ม เคี้ยวง่าย เพื่อช่วยในการ ขับถ่ายและให้ได้วิตามินต่างๆ เพิ่มขึ้น
8. ผู้สูงอายุชอบขนมหวาน จึงควรจัดให้บ้างแต่ไม่บ่อยนัก และควรเป็นขนมที่ให้ ประโยชน์แก่ร่างกายด้วย เช่น กล้วยบวชชี เต้าส่วน ลอยแก้วผลไม้ เป็นต้น
9. ให้เวลาในการกินอาหารผู้สูงสายุตามสบาย ไม่ควรรีบเร่งอาจส าลัก เคี้ยวไม่ ละเอียด หรืออาหารติดคอได้
10. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
11. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือซื้อยากินเอง
12. ตรวจสุขภาพประจ าทุก 6-12 เดือน
เครื่องดื่มสมุนไพร ที่มีฤทธิ์ร้อน ช่วยปรับสมดุลร่างกายที่มีสภาวะเย็น
1. น้ำขิง เข้มข้น
2. น้ำดอกคำฝอย
3. น้ำขมิ้นชัน
4. น้ำตะไคร้
5. น้ำกระชาย
เครื่องดื่มสมุนไพร ที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยปรับสมดุลร่างกายที่มีสภาวะร้อน
1. กระเจี๊ยบแดง
2. เก๊กฮวย
3. น้ำใบเตย ว่านหางจระเข้
4. น้ำใบบัวบก
5. น้ำมะตูม
กิจกรรมที่ 10 การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ ดำเนินการวันที่ 6 มีนาคม 2567
เวลา 12.00 น. – 13.00 น. - ผู้สูงอายุลงทะเบียน
เวลา 13.00 น. – 16.00 น. - การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ
เวลา 16.00 น.- 16.30 น. - กิจกรรมนันทนาการ
- เสร็จสิ้นการอบรม
วิทยากรบรรยายสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เป็นส่วนสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เป็นเพราะอุบัติเหตุของผู้สูงอายุมักเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมทางกายภาพทีผู้สูงอายุนั้นอาศัยอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดอุบัติเหตุในบ้าน นับตั้งแต่ การหกล้ม เพราะเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่กีดขวางทางเดิน หรือเฟอร์นิเจอร์ทีไม่มั่นคง เวลาจับเพื่อพยุงตัวอาจทำให้หกล้มได้ สายไฟ จากปลักหรือสวิตซ์ไฟต่างๆ ที่วางบนพื้นอาจทำให้สะดุดหกล้มได้ กรณีประตูอาจทำให้สะดุด ล้ม แสงไฟในที่ต่างๆ ไม่พอ โดยเฉพาะตรงทางเดินและบันได พื้นห้องไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ใช้วัสดุทีลื่น เสื่อหรือพรมเช็ดเท้าทีลื่น และขอบสูงเกินไปเพราะอาจทำให้สะดุดได้ ราวบันไดทีติดตั้งอย่างไม่มันคง มีราวบันไดข้างเดียว หิ้งเก็บของสูงเกินไปจน เอื้อมไม่ถึง
แนวคิดการออกแบบสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ มีหลักการ 4 ข้อ ดังนี้
1. มีความปลอดภัยทางกายภาพ ความปลอดภัยทางด้านร่างกายและสุขภาพอนามัย เช่น มีที่พักเพียงพอแยกเป็นสัดส่วน มีระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ดี มีระบบการปกป้องจากภายนอก เช่น เสียง แสง ที่ดี จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอบริเวณบันไดและทางเข้า มีราวจับในห้องน้ำพื้น กระเบื้องไม่ลื่น มีสัญญาณฉุกเฉินหัวเตียง หรือห้องน้า สำหรับขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
2. สามารถเข้าถึงได้ง่าย การมีทางลาดสำหรับรถเข็น ความสูงของตู้ที่ผู้สูงอายุสามารถหยิบของได้สะดวก หรือการจัดให้อยู่ใกล้แหล่งบริการต่างๆ เช่น วัด โบสถ์ ห้องสมุด โรงละคร สถาบันเพื่อการศึกษา บริการด้านสุขภาพ อยู่ภายในระยะที่สามารถเดินถึงได้ และการจัดให้ใกล้แหล่งระบบขนส่งมวลชน และใกล้แหล่งชุมชนเดิมเพื่อให้ญาติมิตรสามารถมาเยี่ยมเยียนได้สะดวก
3. สามารถสร้างแรงกระตุ้น การตกแต่งสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัยที่มีความน่าสนใจ การเลือกใช้สีที่ เหมาะสม มีความสว่างและชัดเจนจะทำให้การใช้ชีวิตดูกระชุ่มกระชวย ไม่ซึมเศร้า และการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นให้เกิดการนําความสามารถต่าง ๆ ของผู้สูงอายุมาใช้อย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ความสามารถทีมีก่อประโยชน์ให้กับชุมชน เช่น จัดที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุไว้ใกล้กับโรงเรียนสอนเด็กเล็กหรือห้องสมุด เป็นต้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยยืดเวลาที่ผู้สูงอายุสามารถที่จะดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
4. ดูแลรักษาง่าย บ้านสำหรับผู้สูงอายุควรจะออกแบบให้ดูแลรักษาง่าย ด้วยเหตุนี้ บ้านทั่ว ๆ ไปควรจะเล็ก ถ้าเป็นหลังใหญ่ควรจะมีห้องซึ่งง่ายต่อการปิดเอาไว้เพื่อสะดวกสบายในการดูแล บ้าน อาจมีบานเล
ผลผลิตโครงการ
| วัตถุประสงค์ | สถานการณ์ | เป้าหมาย | ผลผลิต | อธิบาย | |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ ตัวชี้วัด : ผู้สูงอายุได้รับการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ |
100.00 | 100.00 | ผู้สูงอายุได้รับการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ |
|
| 2 | เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ ตัวชี้วัด : ผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ |
100.00 | 100.00 | ผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ |
|
| 3 | เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกัน ตัวชี้วัด : ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรม |
100.00 | 100.00 | ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรม |
|
| 4 | เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สูงอายุในบั้นปลายของชีวิต ตัวชี้วัด : ผู้สูงอายุมีขวัญและกำลังใจในบั้นปลายของชีวิต |
100.00 | 100.00 | ผู้สูงอายุมีขวัญและกำลังใจในบั้นปลายของชีวิต |
ผู้เข้าร่วมโครงการ
| กลุ่มเป้าหมาย | จำนวนที่วางไว้(คน) | จำนวนที่เข้าร่วม(คน) | |
|---|---|---|---|
| จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด | 40 | 40 | |
| กลุ่มเป้าหมาย | จำนวนที่วางไว้(คน) | จำนวนที่เข้าร่วม(คน) | |
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกตามช่วงวัย | |||
| กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน | - | ||
| กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน | - | ||
| กลุ่มวัยทำงาน | - | ||
| กลุ่มผู้สูงอายุ | 40 | 40 | |
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกกลุ่มเฉพาะ | |||
| กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด | - | ||
| กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง | - | ||
| กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ | - | ||
| กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง | - | ||
| สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)] | - |
บทคัดย่อ*
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ (2) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ (3) เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมร่วมกัน (4) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สูงอายุในบั้นปลายของชีวิต
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่
ข้อเสนอแนะ ได้แก่ (1) ...
หมายเหตุ *
ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ