โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อป้องกันภาวะโรคแทรกซ้อน
โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อป้องกันภาวะโรคแทรกซ้อน
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อป้องกันภาวะโรคแทรกซ้อน | |
| รหัสโครงการ | 67-50117-01-005 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาล | |
| วันที่อนุมัติ | 9 มกราคม 2567 | |
| ปี | 2567 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 19 มกราคม 2567 - 30 กันยายน 2567 | |
| งบประมาณ | 16,100.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายชัยณรงค์ มากเพ็ง | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง |
- ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ขนาด 64.00
- ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ขนาด 53.50
ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่คุกคามสุขภาพคนไทย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยของการเกิดโรคประกอบไปด้วยหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการรับประทานอาหาร การไม่ได้ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ความเครียด ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงแล้ว ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง ส่งผลให้ มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน เช่นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคไตเรื้อรัง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ในพื้นที่เขตรับผิดชอบของ อบต.นาโยงเหนือ ปี ๒๕๖๖ มีผู้ป่วยเบาหวาน ๔๒๘ คน ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ร้อยละ ๖๔ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน ๑,๐๓๖ คน ควบคุมความดันได้ไม่ดี ร้อยละ ๕๓.๕ เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ดูแล มีความรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทางโรงพยาบาลนาโยงได้ตระหนักถึงการเปิดโอกาสในการสร้างสุขภาวะของประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมาย จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคแทรกซ้อน เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
- เพื่อแก้ปัญหาประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
- เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
- อบรมให้ความรู้
- กิจกรรมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามโปรแกรมการดุแลรักษา
๑.ผู้ป่วยและญาติมีความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน ๒.ผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำตาล ควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น ๓.ผู้ป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น