ชาวทุ่งนนท์สุขภาพดี ปรับวิถีการกินแบบใหม่
ชาวทุ่งนนท์สุขภาพดี ปรับวิถีการกินแบบใหม่
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | ชาวทุ่งนนท์สุขภาพดี ปรับวิถีการกินแบบใหม่ | |
| รหัสโครงการ | ||
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | คณะกรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ | |
| วันที่อนุมัติ | 29 เมษายน 2567 | |
| ปี | 2567 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | - 3 พฤษภาคม 2567 | |
| งบประมาณ | 9,400.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายธีรพงศ์ พัดแดงทัน | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา |
ปัจจุบันมีรายงานวิจัยที่พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมทั้งประเภทและปริมาณจึงมีผลกระทบต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคที่กำลังเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น และพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ถูกต้องที่ยังเป็นปัญหา คือ การบริโภครสชาติหวาน มัน เค็มมากเกินความต้องการของร่างกาย (กระทรวงสาธารณสุข, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองสุขศึกษา, 2558: 5, วสุนธรา รตโนภาส, ตรรกพร สุขเกษม, 2565: บทคัดย่อ) โดยจากผลการสำรวจพบว่าคนไทยมีความนิยมบริโภคอาหารหวาน มัน เค็มและไขมันมากขึ้น ในขณะที่บริโภคผักผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่แนะนำ โดยจากการสำรวจประชากรไทยในปี พ.ศ. 2557 พบว่าคนไทยบริโภคผักเฉลี่ยวันละ 1.7 ส่วน ซึ่งต่ำกว่าข้อแนะนำคือ 3 ส่วนต่อวัน และบริโภคผลไม้เฉลี่ยวันละ 1.5 ส่วน ซึ่งต่ำกว่าข้อแนะนำ คือ วันละ 2 ส่วน พฤติกรรมการบริโภคไขมันของคนไทยในระหว่างปี พ.ศ.2556-2560 มีการบริโภคไขมันเฉลี่ย 45.6 กรัม/คน/วัน พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลทราย ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562 พบว่าคนไทยมีการบริโภคน้ำตาลทรายมีปริมาณใกล้เคียงกันที่ปริมาณ 2.5-2.6 ล้านตันต่อปี และพฤติกรรมการบริโภคเกลือโซเดียมจากการสำรวจด้วยการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงระดับประเทศ ในปีพ.ศ. 2563 พบว่า ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมของคนไทย คือ 3636 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์สากลที่กำหนด 2000 มิลลิกรัม/วัน (กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล, 2566 ) จากผลการสำรวจดังกล่าวถือว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยยังไม่เหมาะสมตามเกณฑ์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่สำคัญโดยเฉพาะ 4 การเปลี่ยนแปลงหลัก ได้แก่ 1) ภาวะไขมันในเลือดสูง 2) ภาวะความดันโลหิตสูง 3) ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และ 4) ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน นำมาสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 4 โรคหลัก ได้แก่ 1) โรคหัวใจและหลอดเลือด 2) โรคเบาหวาน 3) โรคมะเร็ง และ 4) โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และตามสถานการณ์กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทยปัจจุบันที่ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้งในมิติของจำนวนการเสียชีวิต และภาวะโรคโดยรวม โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตและแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 38 ล้านคนในปี 2555 เป็น 41 ล้านคน ในปี 2559 (ณฐกร นิลเนตร, 2567)
ข้อมูลสถิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของ หมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ จากฐานข้อมูลสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกม่วง ปี 2566 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั้งหมด 148 ราย จากจำนวนประชากรทั้งหมด 764 คน ซึ่งพบสถิติ 3 อันดับโรคเรื้อรัง ที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ 1) โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 123 ราย 2) โรคเบาหวานจำนวน 43 ราย และ 3) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหืด จำนวน 5 รายเท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจข้อมูลสุขภาพของตัวแทนครัวเรือนหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ จำนวน 64 ครัวเรือน จากจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 287 ครัวเรือน (คิดเป็นร้อยละ 20 ) ระหว่างวันที่ 17-19 เมษายน 2567 พบว่า สถิติ 3 อันดับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ 1) โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 15 ราย และไม่เคยรับการตรวจ 1 ราย 2) โรคไขมันในเลือดสูง จำนวน 14 ราย และ 3) โรคเบาหวาน จำนวน 8 ราย และไม่เคยรับการตรวจ 2 ราย และผลจากการวิเคราะห์สาเหตุของการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากตัวแทนครัวเรือนดังกล่าว ด้วยแบบสอบถาม 3อ2ส พบว่ามีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ดังนี้ 1) การบริโภคอาหารกลุ่มผักผลไม้เหมาะสม โดยรับประทานอาหารกลุ่มผักผลไม้ มากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ และปริมาณอย่างน้อย ½ กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 59.38 2) การบริโภคอาหารกลุ่มอาหารเค็มไม่เหมาะสม เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารเค็ม มากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 91.25 3) การบริโภคอาหารกลุ่มอาหารมันไม่เหมาะสม เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารมัน มากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 84.46 และ 3) การบริโภคอาหารกลุ่มอาหารหวานไม่เหมาะสม เนื่องจากมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารหวาน มากกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 77.60 และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อภาวะสุขภาพด้านอื่น ได้แก่ 1) พฤติกรรมการออกกำลังกายไม่เหมาะสม เนื่องจากมีการออกกำลังกายน้อยกว่า 2 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลาน้อยกว่า 30 นาที คิดเป็นร้อยละ 70 2) พฤติกรรมการสูบบุหรี่ คิดเป็นร้อยละ 14 และ 3) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจากการดื่มสุรา พบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจากการดื่มสุรา คิดเป็นร้อยละ 25 โดยใช้เกณฑ์การประเมินแบบสอบถาม 3อ2ส จากกระทรวงสาธารณสุขปี 2563
จากการจัดเวทีประชาคม เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ตัวแทนจากเทศบาล ตัวแทนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกม่วง แกนนำชุมชน และอาสาสมัครสาธารสุขประจำหมู่บ้าน รวมจำนวน 21 คน เพื่อร่วมกันระบุปัญหาด้านสุขภาพที่ชุมชนประสบและต้องการการแก้ไข ผลจากการจัดเวทีประชาคมพบว่าปัญหาที่ชุมชนให้ความสนใจมากที่สุด คือปัญหาเรื่องประชาชนในชุมชนมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยคะแนนเสียง 9 เสียง จากทั้งหมด 21 เสียง และจากการที่ได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่าสาเหตุของปัญหาเรื่องคนในชุมชนมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมดังกล่าว เกิดจากการมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารรสจัด ทำให้มีวิธีการปรุงอาหารในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับการที่คนในชุมชนหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการปรุงอาหาร ทำให้ต้องซื้ออาหารมารับประทาน ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมของคนในชุมชน หมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ สอดคล้องกับผลการประเมิน 3อ2ส ข้างต้น ซึ่งสาเหตุเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้
จากข้อมูลและปัญหาที่ได้จากมติที่ประชุมเวทีประชาคมดังกล่าว คณะนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ร่วมกับผู้เข้าร่วมประชุมเวทีประชาคมหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการชาวทุ่งนนท์สุขภาพดี ปรับวิถีการกินแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและประชาชนหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์มีความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร หวาน มัน เค็ม และสามารถตัดสินใจเลือกปรุงอาหารและรับประทานอาหารในชีวิตประจำวันได้เหมาะสมกับสุขภาวะโรคมากยิ่งขึ้น
- เพื่อให้ผู้้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจ ในการปรุงอาหารและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว
- เพื่อให้ผู้้เข้าร่วมโครงการมีความตระหนัก ในการปรุงอาหารและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว
- เพื่อให้ผู้้เข้าร่วมโครงการมีทักษะในการตัดสินใจ ในการปรุงอาหารและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคประจำตัว
- ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หมู่ 2 บ้านทุ่งนนท์ มีการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น
- ประชาชนหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งนนท์ นำความรู้ในการปรุงอาหารและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคประจำตัวมาปรับใช้กับสมาชิกในครอบครัว และครัวเรือนอื่นในชุมชน
- จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรายใหม่ลดลง
- ผู้จำหน่ายอาหารในหมู่ 2 บ้านทุ่งนนท์ มีการปรับวิธีการปรุงอาหารให้มีความเหมาะสมกับโรคประจำตัวของคนในชุมชน