โครงการ รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรัง หมู่ที่ 3
โครงการ รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรัง หมู่ที่ 3
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการ รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรัง หมู่ที่ 3 | |
| รหัสโครงการ | 67-L7499-2-03 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่ที่ 3 | |
| วันที่อนุมัติ | 31 กรกฎาคม 2567 | |
| ปี | 2567 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 สิงหาคม 2567 - 31 ธันวาคม 2567 | |
| งบประมาณ | 14,990.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางปทิตตา ชูชาย | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา |
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ฯลฯ เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน ทำให้เกิดความพิการและตายก่อนวัยอันควร การเกิดโรคมีสาเหตุจากหลายปัจจัยเสี่ยงที่มาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย และนำไปสู่การเจ็บป่วยแทรกซ้อนที่สำคัญ อาทิ โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคไตวายเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) แผลเรื้อรัง เป็นต้น ความเจ็บป่วยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโดยรวม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่านอกจากการบริการทางคลินิกแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพมีความสำคัญและจำเป็นในการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อดังกล่าว ซึ่งการบริการสุขภาพภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็น รวมทั้งการบริการสุขภาพเพื่อป้องกันและควบคุมโรคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจาก ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กรรมพันธุ์ อายุ และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ เช่น ความอ้วน ความเครียด การออกกำลังกาย พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ ซึ่งหากประชาชนไม่สามารถควบคุมปัจจัยดังกล่าว ร่วมกับการมีอายุที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไปย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และต้องได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาตลอดชีวิต อีกทั้งหากมีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ส่งผลให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่มีผลเพียงพอที่จะทำให้เกิดความตระหนักในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพได้ การจัดกิจกรรมฝึกทักษะและการเสริมสร้างพลังแก่กลุ่มเป้าหมายจึงจำเป็นต้องควบคู่กับการให้ความรู้ ความเข้าใจนำไปสู่การปฏิบัติ นอกจากนี้การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมทั้งในครอบครัว และชุมชนก็จะส่งผลให้ประชาชนตระหนักและมีพฤติกรรมที่ดีได้ ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเร่งการทำงานเชิงรุกในชุมชนเพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งโรคดังกล่าวสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ หากได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง จึงมีแนวทางการดำเนินงานโดยเน้นวิธีการเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น เพื่อเป็นการขับเคลื่อนสุขภาพดีวิถีชีวิตไทยลดภัยโรงเรื้อรัง ในการลดปัญหาโรคเรื้อรัง การคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง มีเป้าหมายสำคัญคือ ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่และรับการรักษาได้เร็วและถูกต้อง สร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาวะสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรังขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริม กระตุ้นให้ประชาชนตระหนัก รับรู้ถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น เป็นบุคคลที่มีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
- เพื่อค้นหาและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่
- เพื่อลดอัตราป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในกลุ่มประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไป
- กิจกรรมการอบรมฟื้นฟู อสม.
- กิจกรรมจัดหาวัสดุและอุปกรณ์
- กิจกรรมรณรงค์ตรวจคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิต
1.ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และสามารถมีการรับรู้ถึงสถานะสุขภาพของตนเอง ว่ามีระดับความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงมากน้อยเพียงใด 2.กลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูงทุกรายได้รับการเฝ้าระวังและการส่งเสริมสุขภาพจากหน่วยบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม 3.มีข้อมูลสถานะสุขภาพที่มีความถูกต้องและจัดเก็บและสามารถนำไปใช้เพื่อวางแผนงานสาธารณสุขต่อไป