โครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในพื้นที่ตำบลตะบิ้ง ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2568
โครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในพื้นที่ตำบลตะบิ้ง ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2568
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในพื้นที่ตำบลตะบิ้ง ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2568 | |
| รหัสโครงการ | L3053-68-1-1 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลตะบิ้ง | |
| วันที่อนุมัติ | 10 มีนาคม 2568 | |
| ปี | 2568 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 7 มีนาคม 2568 - 30 เมษายน 2568 | |
| งบประมาณ | 97,550.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางสาวสูซานา ดือราแม | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ณ องค์การบริหารส่วน ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี |
ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรหลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ) ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. 2561 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ให้มีความเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการสถานบริการ หน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานอื่น องค์กรหรือกลุ่มประชาชนเพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมตามความพร้อม ความเหมาะสมและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ในประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประกอบกับพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 12 สงขลา มีความเป็นบริบทเฉพาะที่ต่างจากพื้นที่ทั่วไปในด้าน สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความเชื่อทางศาสนา ทั้งในเรื่องการดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนเพศชายเช่น การขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชาย (Circumcision) หรือเรียกกันว่าสุนัตหรือ มาโซะยาวี คือการผ่าตัดเพื่อเอาหนังหุ้มปลายของอวัยวะสืบพันธุ์ชายออกไปโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะอาดเป็นสำคัญ จากงานวิจัยพบว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้ร้อยละ 70 - 80 เนื่องจากผิวหนังบริเวณนี้ จะมีต่อมซึ่งจะสร้างสารที่เรียกว่า smegma หรือ ขี้เปียก หากมีหนังหุ้มไม่สามารถเปิดล้างออกได้ จะทำให้สารดังกล่าวคั่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดกลิ่น การติดเชื้อ รวมเกิดมะเร็งที่องคชาติได้ (นพ.อนุพงศ์ ชิตวรากร) นอกจากนี้การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ผู้ขลิบจะลดโอกาสเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส เเผลริมอ่อน และลดความเสี่ยงของมะเร็งองคชาติ และถ้าหากขลิบในเด็กทารก ก็จะลดโอกาสเกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะในเด็กได้ด้วย ผู้หญิงที่เป็นคู่ของผู้ชายที่ขลิบจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย จากบริบทพื้นที่ 3 จังหวัดชายเเดนใต้ พบว่า การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย หรือ "คีตาล (ภาษาอาหรับ) หรือ "ทำสุนัต"(ภาษามลายู) มักทำกับหมอบ้านหรือ"โต๊ะมูเด็ง "จากความเชื่อ และประเพณีของชุมชน โดยผู้ปกครองเด็กเชื่อว่า "การทำกับเเพทย์จะทำให้อวัยวะเพศไม่เเข็งแรง" "การทำกับโต๊ะมูเด็งเป็นประเพณีที่คนเฒ่าคนเเก่เคยทำกัน" เป็นต้นซึ่งที่ผ่านมาพบว่า การทำสุนัตกับโต๊ะมูเด็งมักจะมีเหตุการณ์เลือดออกมาก (bleeding) ทำให้เกิดภาวะช็อกหรือการติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อตับอักเสบ เชื้อ HIV จากการใช้เครื่องร่วมกันโดยไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และการขลิบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมชายทุกคนซึ่งจะทำเมื่อเด็กอายุประมาณ 6 – 15 ปี ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ในการเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามสิทธิประโยชน์ของแต่ละกลุ่มวัย และลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอัตราป่วยและอัตราตายที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ประกอบกับพื้นที่ตระหนักและเห็นความสำคัญและความจำเป็นต่อการจัดการแก้ไขปัญหาสภาวะสุขภาพในกลุ่มเด็กวัยเรียน และเยาวชน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสาธารณสุขระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ของกลุ่มเด็กวัยเรียน และเยาวชนต่อไป ในการนี้งานสาธารณสุข สำนักปลัด อบต. องค์การบริหารส่วนตำบลตะบิ้งจึงจัดทำโครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายในพื้นที่ตำบลตะบิ้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ขึ้น
- การติดตามและประเมินอาการ เพื่อติดตามและประเมินอาการหลังการทำขลิบ (Circumcision)
- กิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายให้กับกลุ่มเป้าหมาย
- กิจกรรมการทำหัตกรรมขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย
๑. เด็กและเยาวชนมุสลิมได้รับบริการทำขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายแก่เด็กและเยาวชนมุสลิม ในตำบลตะบิ้งลดภาวะเสี่ยงการติดเชื้อและภาวะออกเลือดมาก
๒. ผู้ปกครอง ชุมชน เด็กและเยาวชนมุสลิมมีความตระหนัก ความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพและ ป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น
๓. เด็กและเยาวชนมุสลิมสามารถเข้าถึงบริการด้านส่งเสริมและป้องกันโรค