โครงการรณรงค์คัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
โครงการรณรงค์คัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการรณรงค์คัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 | |
| รหัสโครงการ | L3363-2568-1012 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง | |
| วันที่อนุมัติ | 17 ธันวาคม 2567 | |
| ปี | 2568 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 ธันวาคม 2567 - 30 กันยายน 2568 | |
| งบประมาณ | 18,770.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายพิชญะกฤษฏิ์ พัฒนสิงห์ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง |
- สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีจำนวนสูงมากขึ้นทุกปี ซึ่งจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ นำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งนำไปสู่การสิ้นเปลืองด้านทรัพยากร งบประมาณ อุปกรณ์ ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ ในการรักษาและการจ ขนาด 20.00
- หลักการและเหตุผล
NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุความพิการและสาเหตุการเสียชีวิตซึ่งอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 75 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดครึ่งหนึ่งเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนไทยมากกว่า 14 ล้านคน กำลังเผชิญกับโรค NCDs และมากกว่า 4.8 ล้านคนเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 ล้านคนในปี 2586 ดังนั้น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ต้องรักษาต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่สูง กลุ่มโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ยิ่งคัดกรองมากขึ้นก็จะพบกลุ่มเสี่ยงและจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น ดังนั้น แนวทางแก้ไขต้องดำเนินการให้เป็นระบบเริ่มตั้งแต่คัดกรอง จากนั้นนำมาจัดกลุ่ม ดี เสี่ยง ป่วย ในกลุ่มป่วยต้องดำเนินการให้รักษา มีการดูแลต่อเนื่อง ในกลุ่มเสี่ยงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนในกลุ่มดีมีการให้ความรู้เพิ่มเติมเพื่อสร้างความตระหนัก กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs สามารถป้องกันได้ เพราะสาเหตุหลักๆเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารรสจัด หวาน มัน เค็มเป็นประจำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคได้ร้อยละ 80 ดังนั้น เพื่อให้ผู้ต้องขังในทัณฑสถานเปิดบ้านนาวงมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สถานพยาบาลทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง จึงจัดทำโครงการคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน พร้อมทั้งรณรงค์สร้างความตระหนักในการ ดูแลสุขภาพมีพฤติกรรมที่ดี ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
2.สถานการณ์ปัญหา
สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีจำนวนสูงมากขึ้นทุกปี ซึ่งจัดเป็นปัญหาสาธารณสุข ที่สำคัญ หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ นำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งนำไปสู่การสิ้นเปลืองด้านทรัพยากร งบประมาณ อุปกรณ์ ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ ในการรักษาและการจัดการกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากการคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูงในผู้ต้องขัง ข้อมูลจากสถานพยาบาลทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง พบว่าปีงบประมาณ 2567 มีผู้ต้องขังมาคัดกรองเบาหวานจำนวน 67 ราย และคิดเป็นกลุ่มปกติ 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 79.41 กลุ่มเสี่ยง 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.71 และไม่พบกลุ่มป่วย คัดกรองความดันโลหิตสูงจำนวน 67 ราย และคิดเป็นกลุ่มปกติ 50 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.63 กลุ่มเสี่ยง 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.40 กลุ่มสงสัยป่วย 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.97 และไม่พบกลุ่มป่วย ในการนี้ทางสถานพยาบาลทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้จัดทำโครงการคัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงขึ้น
- 1. เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูง แก่ผู้ต้องขังอายุ 35 ปีขึ้นไป
- 2. เพื่อสร้างความครอบคลุมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ของผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการคัดกรอง
- 3. เพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่และได้รับการส่งต่อรักษาตามสิทธิ
- 4. ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงและสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตซ้ำ
- 5. ผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงและสงสัยป่วยโรคเบาหวานได้รับการติดตามซ้ำ ไม่น้อยว่าร้อยละ 90
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขัง
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และ อาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) ออกตรวจหาน้ำตาล ในเลือดและวัดความดันโลหิตในผู้ต้องขังกลุ่มเป้าหมาย
1.ร้อยละ 95 ของผู้ต้องขังอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูง
2.ร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
3.ร้อยละ 100 ของผู้ต้องขังกลุ่มป่วยได้รับการส่งต่อรักษาตามสิทธิ
4.ร้อยละ 90 ของผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงและสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตซ้ำ
5.ร้อยยละ 90 ของผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงและสงสัยป่วยโรคเบาหวานได้รับการติดตามซ้ำ