กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง”(ป้องกันโรคซึมเศร้า เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุ)

กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลนครตรัง

โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง”(ป้องกันโรคซึมเศร้า เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุ)

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง”(ป้องกันโรคซึมเศร้า เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุ)
รหัสโครงการ 2568-L6896-02-06
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ ชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ
วันที่อนุมัติ 27 พฤศจิกายน 2567
ปี 2568
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 มกราคม 2568 - 30 กันยายน 2568
งบประมาณ 35,700.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายพัฒพิศิษย์ ซุ้นอื้อ
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
ประเด็น
แผนงานกิจกรรมทางกาย , แผนงานผู้สูงอายุ , แผนงานสุขภาพจิต
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

ด้วยในพื้นที่ชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๒๐๐ คน ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านความเจ็บป่วยเมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายอ่อนแอลง มีความเสื่อมของร่างกายมากขึ้น และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ในประเทศไทยจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม อันเกิดจากเหตุภาวะซึมเศร้าเข้ามามีส่วนเป็นเบื้องต้น ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เกิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวรวมถึงผู้สูงอายุในชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ เขตเทศบาลนครตรังนี้ด้วย และเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนพัฒนาชุมชนปี ๒๕๖๗ ของชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ ส่วนที่ ๓ ข้อที่ ๘ โครงการนันทนาการผู้สูงอายุ และข้อที่ ๑๗ โครงการ ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง ของผู้สูงอายุ   ด้วยปัญหาทางด้านเศรฐกิจ สังคม โดยรวมในปัจจุบัน ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอยู่บ้าน ดูแลตัวเอง เนื่องจากบุตรหลานต้องออกจากบ้านไปประกอบอาชีพ เป็นเหตุให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อภาวะโรคซึมเศร้าได้ง่ายแล้วนำไปสู้โรคสมองเสื่อมในที่สุด โรคสมองเสื่อมนอกจากจะทำให้สูญเสียความคิด ความจำ และความสามารถในการทำงาน การตัดสินใจแล้ว ยังพบว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ดูแลและครอบครัวของผู้ป่วย ในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ๑ คน อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ต้องใช้ผู้ดูแลอย่างน้อย ๒ คน นำมาซึ่งปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากญาติในครอบครัวเป็นผู้ดูแลเองจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายทางอ้อมของผู้ดูแล เช่น ต้องลาออกจากงานมาดูแล ค่าเสียโอกาส ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้ดูแลและผู้ป่วยเอง ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาอาการสมองเสื่อมได้ มีเพียงตัวยาที่ทำให้เกิดการชะลออาการเท่านั้น แต่มีวิธีป้องกันที่เห็นผลได้คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆและการออกกำลังกายซึ่งชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ และสามารถฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมไปแล้วให้ดีขึ้นได้ด้วย

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการประเมินภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น
  2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจและประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ เพื่อเชิญชวนผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรม
  2. กิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่คณะทำงานเรื่องการคัดกรอง การทำแบบประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
  3. กิจกรรมถอดบทเรียนเกี่ยวกับปัญหาภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุในชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ
  4. กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
  5. กิจกรรมส่งเสริมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้าระยะยาวในชุมชน
  6. กิจกรรมประเมินผลหลังจัดกิจกรรม และสรุปผลโครงการ
  7. กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจและประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ เพื่อเชิญชวนผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรม
  8. อบรมให้ความรู้แก่คณะทำงานเรื่องการคัดกรอง การทำแบบประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
  9. ถอดบทเรียนเกี่ยวกับปัญหาภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุในชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ
  10. กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
  11. กิจกรรมส่งเสริมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้าระยะยาวในชุมชน
  12. กิจกรรมประเมินผลหลังจัดกิจกรรม และสรุผลโครงการ
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑. ผู้สูงอายุได้รับการป้องการโรคซึมเศร้า ๒. ผู้สูงอายุได้รับการประเมินและป้องกันภาวะสมองเสื่อม ๓. ผู้สูงอายุมีความรู้และทักษะของการออกกำลังกาย / กิจกรรมฝึกสมองที่เหมาะสม ๔. ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ กินดื่ม สิ่งที่มีประโยชน์ ลดภาวะโรคแทรกซ้อม
๕. ป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าของผู้ดูแล สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับคนในครอบครัวของผู้สูงอายุ ๖. เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติตนให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ๗. สังคมเกิดการตระหนักในการใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ