โครงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หมู่ที่ 10 ตำบลคลองเฉลิม ปีงบประมาณ ๒๕๖๘
โครงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หมู่ที่ 10 ตำบลคลองเฉลิม ปีงบประมาณ ๒๕๖๘
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หมู่ที่ 10 ตำบลคลองเฉลิม ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ | |
| รหัสโครงการ | 2568 - L3306-02-046 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข หมู่ที่ 10 | |
| วันที่อนุมัติ | 26 มีนาคม 2568 | |
| ปี | 2568 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 เมษายน 2568 - 30 กันยายน 2568 | |
| งบประมาณ | 11,020.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางสุภาวิณี ศรีเทพ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง |
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์ของโรคตับอักเสบทั่วโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีมากกว่า 350 ล้านคน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.1 ล้านคนในแต่ละปี และคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2583 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคตับอักเสบสูงกว่าผู้เสียชีวิตจากเอชไอวี มาลาเรียและวัณโรครวมกัน ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 2.2 - 3 ล้านคน โดยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus : HBV) ส่งผลต่อการเจ็บป่วย เช่น มะเร็งตับ พบในเพศชาย (33.4 ต่อแสนประชากร) และพบในเพศหญิง (12.3 ต่อแสนประชากร) กลุ่มอายุที่พบสูงสุด คือกลุ่มอายุ 45 - 54 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 55 - 64 ปี และ 35 - 44 ปี อัตราป่วย 4.26, 3.43 และ 2.55 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ พบผู้ป่วยใหม่ในทุกเดือนโดยพบสูงสุดในเดือน ตุลาคมจำนวนผู้ป่วย เท่ากับ 130 ราย และต่ำสุดในเดือน ธันวาคม และ สิงหาคม เท่ากับ 77 ราย โดยในปี พ.ศ.2550 พบผู้ป่วยใหม่สูงกว่าค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปีในทุกเดือนในบรรดาโรคร้ายที่คุกคามร่างกายเราได้
สาเหตุของโรคตับอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะตับอักเสบบีและซี โดยติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง จากแม่สู่ลูกและเกิดก่อนปี พ.ศ.2535 เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน การสักเจาะหรือการฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี โดยให้ครบชุด 3 เข็ม ส่วนโรคตับอักเสบซีไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการทานยาต้านไวรัสให้ครบ 12 สัปดาห์ โรคไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นปัญหาคุกคามทำให้ผู้ติดเชื้อมีปัญหาตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ตับวาย และกลายเป็นมะเร็งตับ ไวรัสตับอักเสบซี ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2532 เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบในตับ สามารถทำให้เกิดการตับอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังตลอดจนตับแข็งและมะเร็งตับ ความรุนแรงของไวรัสชนิดนี้คือ เป็นตับอักเสบเรื้อรังมากกว่าชนิดอื่น และยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ ทำได้ก็เพียงการให้ยาลดไวรัสและป้องกันการเกิดมะเร็งตับเท่านั้น ทั้งนี้ หากประชาชนมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ให้เข้ารับการคัดกรองและเข้าสู่ระบบริการรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ภาวะตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ เพื่อนำไปสู่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปภายในปี 2573 และเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงอายุ 32 ปีขึ้นไป ต้องได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี จำนวน 1 ครั้ง
ดังนั้น ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข รพ.สต.บ้านโล๊ะจังกระ ได้เห็นความสำคัญของการให้ความรู้ คัดกรอง ค้นหา ประชาชนกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบซีปี 2568 เพื่อหาแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี และการส่งต่อเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องต่อไป
- ๑ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรอง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงตามเป้าหมาย
- ๒ ผู้ป่วยรายใหม่ได้รับการส่งต่ออย่างเป็นระบบทุก คน
- ๓ กลุ่มเสี่ยงได้รับการติดตามเฝ้าระวังได้ตาม เป้าหมาย
- จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย อายุ ๓๕ ปี ขึ้นไป และให้บริการการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำนวน 102 คน
- จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย อายุ ๓๕ ปี ขึ้นไป และให้บริการการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำนวน 102 คน
๑. เสนอแผนงานให้อนุกรรมการกลั่นกรอง
๒. เสนอแผนงานต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อขออนุมัติงบประมาณ
๓. เตรียมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องตรวจคัดกรอง ให้กับ อสม.
๔. ประชุมเตรียมชี้แจงอสม. ทบทวนความรู้ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตรับผิดชอบของตัวเอง
๕. ดำเนินการให้บริการตรวจคัดกรองแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
๖. ติดตามกลุ่มเสี่ยงเพื่อรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
๗. ส่งต่อในรายที่ผลการตรวจผิดปกติ
๘. ติดตามผลการรักษาภายหลังการส่งต่อ
๙. บันทึกผลการคัดกรองในโปรแกรม JHCIS
๑๐. สรุปและประเมินโครงการเมื่อสิ้นโครงการ