โครงการป้องกันและคัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ ในพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง ประจำปี ๒๕๖๙
โครงการป้องกันและคัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ ในพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง ประจำปี ๒๕๖๙
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการป้องกันและคัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ ในพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง ประจำปี ๒๕๖๙ | |
| รหัสโครงการ | 2569 – L6896 – 01 – 15 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลตรัง | |
| วันที่อนุมัติ | 4 ธันวาคม 2568 | |
| ปี | 2569 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มกราคม 2569 - 30 กันยายน 2569 | |
| งบประมาณ | 61,850.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายสมบัติ สธนเสาวภาคย์ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง |
ภาวะโลหิตจาง (Anemia) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งพบได้บ่อยในประชากรไทยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะโลหิตจางในเด็กวัยเรียนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการในระยะยาวอย่างมาก เมื่อเด็กมีภาวะโลหิตจาง ร่างกายจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำให้ เกิดผลกระทบดังนี้: - ผลกระทบด้านการเจริญเติบโต: ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ - ผลกระทบด้านพัฒนาการทางสตีปัญญา: ทำให้สมาธิสั้น เรียนรู้ได้ช้าลง ส่งผลเสียต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ผลกระทบด้านสุขภาพภาพกาย: ทำให้เด็กอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่กระฉับกระเฉง และมีภูมิต้านทานต่ำ เจ็บป่วยได้ง่าย จากข้อมูลการตรวจความเข้มชั้นเลือด (Hct) ด้วยเครื่อง Hemocue เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ในโรงเรียนเขตพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง ได้รับการคัดกรอง จำนวน ๘๕๓ ราย มีภาวะซีด ๕๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๖.๖๗ เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 3 เป็นกลุ่มวัยที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งร่างกายและสมอง และเป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ต่างๆ หากมีภาวะโลหิตจางในช่วงวัยนี้ จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการอย่างรุนแรงและอาจแก้ไขได้ยากในภายหลัง การป้องกันและค้นหาภาวะโลหิตจางในระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายคัดกรองภาวะซีดในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ 3 ให้ครอบคลุม ร้อยละ ๑๐๐ เพื่อค้นหาเด็กที่มีภาวะซีดและรักษาต่อไป ดังนั้น การคัดกรองและค้นหาภาวะโลหิตจาง ในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 3 ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการของภาวะโลหิตจาง มีความสำคัญและจำเป็น จึงได้จัดทำ “โครงการป้องกันและคัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ ในพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง ประจำปี ๒๕๖๙” เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ แก่ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และ ส่งเสริมโภชนาการที่ถูกต้องเหมาะสม และ ส่งต่อเด็กนักเรียนที่มีภาวะโลหิตจางไปรับการรักษาและดูแลอย่างทันท่วงที เพื่อให้เด็กนักเรียนมีสุขภาพที่แข็งแรง มีร่างกายที่สมบูรณ์ และพร้อมสำหรับการ
- เพื่อให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มเป้าหมาย ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง อย่างครอบคลุม
- เพื่อให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ กลุ่มเป้าหมาย ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง อย่างครอบคลุม
- เพื่อให้เด็กที่มีภาวะโลหิตจางได้รับการรักษาทาง การแพทย์และเฝ้าติดตามในระยะเวลา ๒ เดือน
- กิจกรรมคัดกรอง/ติดตามภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ โรงเรียนในพื้นที่ ในโรงเรียนเขตพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง
- กิจกรรมให้ความรู้, คำแนะนำการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- จ่ายยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะโลหิตจาง
- กิจกรรมคัดกรอง/ติดตามภาวะโลหิตจางในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๓ โรงเรียนในพื้นที่ ในโรงเรียนเขตพื้นที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองตรัง โรงพยาบาลตรัง
- กิจกรรมให้ความรู้, คำแนะนำการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- จ่ายยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะโลหิตจาง
- เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางอย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ
- เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางอย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ
- ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็ก มีความรู้ในการป้องกันภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็กอย่างถูกต้อง
- เด็กที่มีภาวะโลหิตจางได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงที และได้รับการเฝ้าติดตามในระยะเวลา ๒ เดือน