กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเด็กและเยาวชนตำบลบางตาวา ปลอดภัย ห่างไกลโรค ปีงบประมาณ 2569

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายเด็กและเยาวชนตำบลบางตาวา ปลอดภัย ห่างไกลโรค ปีงบประมาณ 2569
รหัสโครงการ 69-L3068-10(1)-02
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ (สำนักปลัด) องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาวา
วันที่อนุมัติ 10 กุมภาพันธ์ 2569
ปี 2569
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 เมษายน 2569 - 30 มิถุนายน 2569
งบประมาณ 31,000.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายรุสลี ดะเก๊ะ
พื้นที่ดำเนินการ
ประเด็น
แผนงานเด็ก เยาวชน ครอบครัว , แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย หมายถึง การศัลยกรรมโดยการตัดหนังหุ้มหลวมๆ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย จุดประสงค์หลักของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย มุ่งหมายเพื่อความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกที่จะทำให้เกิดโรคเป็นสำคัญ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย นับเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสะอาด เนื่องจากหากหนังหุ้มปลายนั้นยังปกคลุมอยู่ ส่วนวัตถุที่คล้ายเนยแข็งซึ่งถูกขับถ่ายออกมาโดยผิวหนังของบริเวณปลายอวัยวะสืบพันธุ์จะเกิดการหมักหมม การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายจึงเป็นวิธีการขจัดสิ่งนี้ที่ดีที่สุด นอกจากนี้วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งคือเพื่อป้องกันน้ำปัสสาวะตกค้าง ก่อให้เกิดความสกปรกและมีกลิ่นที่ยากแก่การทำความสะอาด ซึ่งในทางการแพทย์ให้ความเห็นว่า การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายมีความสำคัญในทางสุขวิทยาเป็นอย่างมาก แพทย์บางท่านเห็นว่าสมัยนี้สุขวิทยาเจริญก้าวหน้ามากกว่าก่อน สมควรให้มีการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย และแนะนำให้เด็กที่เกิดมาทุกคนได้รับการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย เพราะการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายสามารถถป้องกันและลดปัญหาการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ จากงานวิจัยพบว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อHIV ได้ร้อยละ 50-60 เนื่องจากผิวหนังบริเวณนี้ จะมีต่อมซึ่งจะสร้างสารที่เรียกว่า smegma หรือขี้เปียก หากมีหนังหุ้มไม่สามารถเปิดออกล้างได้จะทำให้สารดังกล่าวคั่งซึ่งจะก่อให้เกิดกลิ่น การติดเชื้อ รวมเกิดมะเร็งที่องคชาติได้(นพ.อนุพงศ์ ชิตวรากร) นอกจากนี้การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ผู้ขลิบจะลดโอกาสเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส แผลริมอ่อน และลดความเสี่ยงของมะเร็งองคชาติ และถ้าหากขลิบในเด็กทารก ก็จะลดโอกาสเกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะในเด็กได้ด้วยผู้หญิงที่เป็นคู่ของผู้ชายที่ขลิบจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย จากบริบทพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พบว่า การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย หรือ “คีตาล(ภาษาอาหรับ) หรือ “ทำสุนัต”(ภาษามลายู)มักทำกับหมอบ้าน หรือ “โต๊ะมูเด็ง”จากความเชื่อและประเพณีของชุมชน โดยผู้ปกครองเด็กเชื่อว่า “การทำกับแพทย์จะทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งแรง”“การทำกับโต๊ะมูเด็งเป็นประเพณีที่คนเฒ่าคนแก่เคยทำกัน” เป็นต้นซึ่งที่ผ่านมาพบว่า การทำสุนัตกับโต๊ะมูเด็งมักจะมีเหตุการณ์เลือดออกมาก(bleeding) ทำให้เกิดภาวะช็อค หรือการติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อตับอักเสบ เชื้อ HIV จากการใช้เครื่องร่วมกันโดยไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาวา จึงได้เล็งเห็นความสำคัญชองการทำขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายหรือเข้าสุนัตในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ โดยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่มีความรู้ ทักษะด้านการขลิบหนังหุ้มปลายแบบปราศจากเชื้อ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับบริการที่ปลอดภัยและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. เพื่อให้ความรู้การดูแลสุขภาพหลังการขลิบ (การป้องกันโรคและการเกิดโรคติดเชื้อ) แก่เด็กและเยาวชนเป้าหมาย รวมทั้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความตระหนักในการป้องกันโรค
  2. เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมุสลิมได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (Circumcision) ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
  3. เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักและความเข้าใจในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. ให้ความรู้การดูแลสุขภาพหลังการขลิบ (การป้องกันโรคและการเกิดโรคติดเชื้อ) แก่เด็กและเยาวชนเป้าหมาย รวมทั้งผู้ปกครอง และรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความตระหนักในการป้องกันโรค
  2. ทำหัตถกรรมขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย (Circumcision)
  3. ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน - เพื่อติดตามและประเมินอาการหลังการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศและความพึงพอใจของผู้ปกครองเด็ก
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. เด็กและเยาวชนได้รับการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศสามารถลดภาวะเสี่ยงของการออกเลือด(bleeding)
  2. เยาวชนและครอบครัว ได้ทราบถึงปัญหาและพิษภัยของโรคติดต่อโดยเฉพาะติดเชื้อทางเลือด
  3. สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งในการป้องกันโรคติดเชื้อและสามารถเข้าถึงบริการด้านส่งเสริมและป้องกันโรค