กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการออกกำลังกายป้องกันเบาหวานในผู้มีความเสี่ยงสูง

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการออกกำลังกายป้องกันเบาหวานในผู้มีความเสี่ยงสูง
รหัสโครงการ ุ69-L3059-01-01
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ รพ.สต.ตำบลมะนังดาลำ
วันที่อนุมัติ 19 มกราคม 2569
ปี 2569
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 กุมภาพันธ์ 2569 - 30 กันยายน 2569
งบประมาณ 36,230.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายอาดือนัน สาและ ผอ.รพ.สต.ตำบลมะนังดาลำ
พื้นที่ดำเนินการ ในพื้นที่ ตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
ประเด็น
แผนงานกิจกรรมทางกาย , แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประชากรไทยและประชากรโลก
จากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2566 มีอัตราผู้ป่วยรายใหม่ 580 คนต่อประชากรแสนคน ในปี พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 634 คนต่อประชากรแสนคน สำหรับประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 6.5 ล้านคนโดยส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 40 ที่ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย (Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข 2567)
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin resistance) โดยภาวะนี้เกิดจากการ ที่เซลล์ในร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน (adipocyte) ไม่สามารถนำอินซูลินที่ผลิต จากเบต้าเซลล์ที่ตับอ่อนไปช่วยดึงกลูโคสในกระแสเลือดเข้าเซลล์ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ เมื่อเกิดภาวะดื้ออินซูลินจะทำให้เพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน เพราะการที่กลูโคสสูงค้างอยู่นานในกระแสเลือดทำให้เบต้าเซลล์ ในตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้นในการสร้างอินซูลินปริมาณมากขึ้นเพื่อให้สามารถเก็บน้ำตาลจากกระแสเลือดได้
เมื่อถึงระยะที่เบต้าเซลล์พยายามทำงานหนักขึ้นและพยายามขยายขนาดเซลล์แล้วแต่กลูโคสในเลือดยังไม่สามารถ ถูกเก็บไปได้จนถึงระดับปกติ สะท้อนออกมาเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดที่เริ่มสูงกว่าปกติ เรียกว่าเข้าสู่ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Pre-diabetes) ในที่สุดเบต้าเซลล์ทำงานหนักเกินไป เกิดการล้า จำนวนของเบต้าเซลล์ลดลง ทำให้การผลิตอินซูลินจากเบต้าเซลล์ลดลง เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เข้าสู่ภาวะเบาหวาน (Diabetes) สำหรับปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินคือภาวะอ้วนลงพุง (Obesity) หรือเคยเป็นโควิด
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะนังดาลำ ได้รับข้อมูลจาก สปสช.เขตว่าสภากาชาดไทยได้จัดทำตัวแบบการป้องกันการดื้ออินซูลินด้วยการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างน้อย 6 นาทีมารวมกันเฉลี่ยให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์ จะเพียงพอสำหรับการลดภาวะดื้อต่ออินซูลินจากน้ำหนักเกินหรือจากโรคโควิด-19 ก่อนจะเข้าสู่ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetic) โดยมีค่าระดับการดื้ออินซูลิน (HOMAR-IR) เข้าสู่ระดับปกติ และยังคงมีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ เมื่อออกกำลังกายจนเป็นอุปนิสัยก็จะไม่เป็นโรคเบาหวานแน่นอนและยั่งยืน ตัวแบบดังกล่าวมีรูปแบบ กระบวนการ ที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายออกกำลังกาย พร้อมเครื่องมือแอปพลิเคชัน META REVERSE ที่สามารถช่วย 1) เก็บบันทึกข้อมูลของผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน 2) ช่วยวางแผนการออกกำลังกายและสนับสนุนให้ผู้ใช้งานสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องครบ 12 สัปดาห์ 3) สรุปผลการออกกำลังกายและประเมินภาวะดื้ออินซูลินหลังออกกำลังกายครบ 12 สัปดาห์ 4) เป็นเครื่องมือสนับสนุนที่ใช้ในการติดตามผลการดำเนินโครงการของหน่วยงานสาธารณสุข โดยสภากาชาดไทยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้ และอาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าไม่มีภาวะดื้ออินซูลินหลังออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์
ประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปในเขตพื้นที่ตำบลมะนังดาลำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะนังดาลำรับผิดชอบดูแลสุขภาพ มีจำนวน 1,630 คน มีผู้เป็นเบาหวานแล้ว 96 คน ผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน 112 คน คาดการณ์ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนที่ยังไม่เป็นเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน 398 คน หากส่งเสริมสนับสนุนให้คนที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนที่ยังไม่เป็นเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวานออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ จะช่วยป้องกันหรือลดโรคเบาหวาน ทำให้คนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพมะนังดาลำ ขอความร่วมมือ อบต.มะนังดาลำ ในการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ขับเคลื่อนโครงการออกกำลังกายป้องกันเบาหวานในผู้มีความเสี่ยงสูง เพื่อรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนและผู้ที่เคยติดโควิด โดยนำเอาตัวแบบหรือระบบปฏิบัติการป้องกันโรคเบาหวานเชิงรุกด้วยการออกกำลังกายลดภาวะดื้ออินซูลินแบบครบวงจรของสภากาชาดไทยไปใช้ในการทำกิจกรรมลดการเกิดเบาหวานในประชากรกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน และกลุ่มที่เคยติดโรคโควิด เพื่อลดหรือป้องกันเบาหวานในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. เพื่อตัดตอนผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานภายใน 5 ปี ไม่ให้ลุกลามกลายเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมีเป้าหมายในการส่งมอบผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจำนวนร้อยละ 20 ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนในตำบลที่ รพ.สต.ดูแลรับผิดชอบในระยะเวลา 1 ปี
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมที่ 1 นำข้อมูลกลุ่มเสี่ยงจากระบบ MY PCU และ HDC มาทำ AI clustering เพื่อหาผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานภายใน 5 ปี ดังนี้
  2. กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการกลุ่มเสี่ยงในชุมชน ภายใต้หัวข้อบรรายายเรื่อง Move to Heal อินซูลินสมดุล ดังนี้
  3. กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมขยับกาย ลดน้ำตาล ด้วยแอปพลิเคชั่นเมต้ารีเวิร์ส ในชุมชน 3 เดือน ๆ ละ 2 ครั้ง /1 ชั่วโมง
  4. กิจกรรมที่ 4 ติตตามผลการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ดังนี้
  5. กิจกรรมที่ 5 กิจกรรมถอดบทเรียนและสรุปผลการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ดังนี้
  6. นำข้อมูลกลุ่มเสี่ยงจากระบบ MY PCU และ HDC มาทำ AI clustering เพื่อหาผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานภายใน 5 ปี
  7. กิจกรรมตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการกลุ่มเสี่ยงในชุมชน ภายใต้หัวข้อบรรยายเรื่อง Move to Heal อินซูลินสมดุล
  8. กิจกรรมขยับกาย ลดน้ำตาล
  9. ติตตามผลการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน
  10. กิจกรรมถอดบทเรียนและสรุปผลการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

-กลุ่มเสี่ยงจะเกิดโรคเบาหวานภายใน 5 ปี ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย
    อย่างต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ -ร้อยละ 100 ของกลุ่มเสี่ยงจะเกิดโรคเบาหวานภายใน 5 ปี ได้รับการติดตามให้ออกกำลังกายให้ครบ
    12 สัปดาห์ โดยระบบแจ้งเตือนผู้ออกกำลังกาย และ อสม. ที่ดูแลกลุ่มเสี่ยง -ร้อยละ 20 ของกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานภายใน 5 ปี ออกกำลังกายได้ครบปริมาณและต่อเนื่อง
    12 สัปดาห์ -มีต้นแบบในการขยายผลที่นำไปสู่การควบคุมการเกิดโรคเบาหวานรายใหม่