โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไฟป่าและหมอกควัน ปีงบประมาณ 2569
โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไฟป่าและหมอกควัน ปีงบประมาณ 2569
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไฟป่าและหมอกควัน ปีงบประมาณ 2569 | |
| รหัสโครงการ | 69-l8302-1-26 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม | |
| วันที่อนุมัติ | 1 มิถุนายน 2569 | |
| ปี | 2569 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มิถุนายน 2569 - 31 สิงหาคม 2569 | |
| งบประมาณ | 48,680.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | ||
| พื้นที่ดำเนินการ |
- จำนวนจุดความร้อน (Hot spot) ในพื้นที่ในรอบปี (พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร พื้นที่ริมทางหลวง (50 เมตร) พื้นที่ชุมชน) ขนาด 50.00
ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ฟอสซิลจากรถยนต์ และการเผาซากวัสดุทางการเกษตร แม้ว่าการแก้ไขปัญหา ดังกล่าวจะถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเน้นมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เหมือนปีที่ผ่านมา ดังนั้น การรับรู้ปัญหา อย่างตรงจุด การสื่อสารและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดจนการจัดการอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ยั่งยืน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนได้ จากรายงานผลการศึกษา ขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายสูงขึ้น หากลดระดับฝุ่น PM2.5 ที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดอัตราซึมเศร้าได้ถึงร้อยละ 2.5 อีกทั้งส่งผลเกี่ยวข้องกับการอักเสบของสมอง ทำลายเยื่อประสาท และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่เด็ก คนสูงวัย และกลุ่มประชากร ที่เสี่ยงในสังคมมีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ ของจีนเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ชี้ว่าฝุ่น PM2.5 กับไวรัสเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เยื่อบุตา ปาก ทางเดินหายใจ เมื่อเกิดการอักเสบแล้ว ไวรัสจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในไทยปี 2568 มีแนวโน้มรุนแรงและต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงปลายปีถึงต้นปี 2569 โดยค่าฝุ่นเกินมาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือ ซึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การจราจร และอุตสาหกรรม ที่มีการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ทำให้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษผ่านแอปฯ ต่างๆ และต้องใช้มาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ภาคใต้ช่วงต้นปี 2568 ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีถึงปานกลาง (8.7−34.5μg/m38.7 minus 34.5 mu g / m cubed 8.7−34.5 ) และปลอดภัยต่อสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่อาจต้องเฝ้าระวังการสะสมตัวของฝุ่นในช่วงที่อัตราการระบายอากาศต่ำ และหมอกควันข้ามแดนจากเกาะสุมาตราที่อาจพัดเข้ามาได้ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลตำบลมะรือโบตก จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ไฟป่าและหมอกควัน ปีงบประมาณ 2569 ขึ้น เพื่อเป็นขับเคลื่อนกิจกรรมต่อไป
- เพื่อลดจำนวนจุดความร้อน (Hot spot) ในพื้นที่ในรอบปี
- กิจกรรมติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ป้องกันการเกิดป้องกันการเกิดไฟไม้ป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (PM 2.5)
- กิจกรรมการจัดกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว
- จัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่แกนนำ อถล.ในพื้นที่ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกัน และดูแลสุขภาพจากภัยฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)
- จัดทำโครงการตามรูปแบบของกองทุนฯ
- แต่งตั้งคณะทำงานตามโครงการฯ
- ดำเนินงานตามกิจกรรม 3.1 สำรวจกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ตามความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่น หญิงตั้งครรภ์ และหญิงหลังคลอด/เด็กเล็ก/ผู้สูงอายุ/คนพิการ/และผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย เป็นต้น 3.2 จัดให้มีการอบรมให้ความรู้ แก่แกนนำ อถล.ในพื้นที่ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกัน และดูแลสุขภาพจากภัยฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) 3.3 จัดกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว 3.4 จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ป้องกันการเกิดไฟไม้ป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง (PM 2.5) 3.5 ติดตามสถานการณ์ และเฝ้าระวังสถานการณ์ และแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ทราบเป็นระยะ
- จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามโครงการ พร้อมจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการกองทุน ทราบเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ
- ประชาชนในพื้นที่ ได้รับการป้องกันอันตรายของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)
- แกนนำ อถล.มีความรู้ในการดูแลตัวเอง และสามารถป้องกันตนเองจากจากอันตรายของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) 3.ส่งเสริมประชาชนในพื้นที่ให้ลดการเผาเพื่อป้องกันไฟป่า