โครงการส่งเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยชุมชนมีส่วนร่วม ปี 2569
โครงการส่งเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยชุมชนมีส่วนร่วม ปี 2569
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการส่งเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยชุมชนมีส่วนร่วม ปี 2569 | |
| รหัสโครงการ | 69 - L2489 – 1-2 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบาเระเหนือ | |
| วันที่อนุมัติ | 11 กุมภาพันธ์ 2569 | |
| ปี | 2569 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 5 มกราคม 2569 - 30 กันยายน 2569 | |
| งบประมาณ | 54,140.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางสาวแวดะห์ แวอาแซ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส |
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
จากสภาพสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนตามสภาพจากเดิม ทำให้พฤติกรรมของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อันนำไปสู่ ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายเริ่มจะเสื่อมโทรมลง และมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งโรคเรื้อรัง Metabolic ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทนทุกข์ทรมาน และทำให้เกิดความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน และชีวิต นอกจากนี้โรคเบาหวานยังคงเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ในกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ
สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 มีผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มขึ้น 3 แสนคนต่อปี ในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 3.3 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 มากถึง 1.5 แสนคน สำหรับการคัดกรองผู้ป่วยรายใหม่ในปี 2568 พบว่า การคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวานในประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้รับการคัดกรองโรคเบาหวานมากถึง 5 ล้านคนจากเป้าหมายทั่วประเทศ 22 ล้านคน ดังนั้นประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวานปีละ 1 ครั้ง ค่าระดับน้ำตาลในเลือดควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรกและรักษาได้เร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงและ อาจถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุโรคเบาหวานเกิดจากการทํางานของฮอร์โมนผิดปกติส่งผลให้เกิดภาวะนํ้าตาลในเลือดสูง หากน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้อวัยวะเสื่อมสภาพเป็นเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมองโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุด คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจาก ภาวะดื้ออินซูลิน ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ มักตรวจพบเมื่อเช็กสุขภาพโดยบังเอิญในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย การดูแลป้องกันผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทำได้โดย ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี ควบคุมอาหารลดอาหารหวาน มัน เค็ม พบแพทย์สม่ำเสมอ ใช้ยาตามแพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติให้แจ้งแพทย์ที่รักษาห้ามปรับยาเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจเท้าด้วยตัวเอง หากเป็นแผลควรรีบไปพบแพทย์ ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
สถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่ของตำบลบาเระเหนือตั้งแต่ปี ปี 2565 ถึงปี 2567 เท่ากับ 4 คน ,2 คน และ 3 คน ตามลำดับ และในปี 2568 ผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด จำนวน 228 คน และสามารถควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดได้ดี ร้อยละ 19.74 (เกณฑ์มากกว่าหรือเท่ากับ 40 %) และสถานการณ์ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงรายใหม่ ของตำบลบาเระเหนือตั้งแต่ปี ปี 2565 ถึงปี 2567 เท่ากับ 5 คน,5 คน และ 7 คน ตามลำดับ และในปี 2568 มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในความรับผิดชอบ จำนวน 646 คน และสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี ร้อยละ 53.10 (เกณฑ์มากกว่าหรือเท่ากับ 60 %) การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ โดยแพทย์เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองของผู้ป่วย และการตรวจป้องกันภาวะแทรกซ้อน นอกจาก ยังควรมีการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านเพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาของการดูแลตนเอง และร่วมหารือ และแนะนำ การแก้ไขปัญหาสุขภาพกับผู้ป่วยแต่ละราย ปัจจุบันผู้ป่วยที่มารับบริการดูแลรักษาโรคเรื้อรังดังกล่าวมี เป็นจำนวนมาก และมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้รับบริการดูแลภาวะแทรกซ้อนได้อย่างครบถ้วน และการรักษาส่วนใหญ่ยังเน้นโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง(Hospital-based) ถึงแม้หลาย ๆ โรงพยาบาล จะได้รับการรับรองเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ(HPH) ก็ตาม ทำให้ไม่เกิดความยั่งยืนในระบบการดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยและครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลตนเองน้อย ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งแพทย์ และทีมงานเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงการที่สามารถให้ประชาชน กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย ได้ตระหนักในการดูแลตนเอง มีความรู้ สร้างทัศนคติ จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปฏิบัติตัวให้ห่างจากการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย เพื่อลดงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันภาวะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ลดอุบัติการณ์ความรุนแรงของโรคในประชาชนที่มีความเสี่ยง ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้ภาคีเครือข่ายในชุมชนมีส่วนร่วมในการค้นหา เฝ้าระวัง ดูแลกลุ่มเสี่ยงและเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบาเระเหนือได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงโดยชุมชนมีส่วนร่วมปี 2569 ขึ้น
- เพื่อให้ภาคีเครือข่ายมีความรู้และทักษะในการดูแลและเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ถูกต้อง
- เพื่อให้กลุ่มเสี่ยง/สงสัยป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ได้รับการติดตามและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วย 3 อ. 2 ส ตามวิถีชุมชน
- จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ภาคีเครือข่ายในการ ดูแล/เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 75 คน
- จัดกิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
- เจ้าหน้าที่/ทีมงานและภาคีเครือข่ายออกติดตาม/เยี่ยมบ้านในกลุ่มเสี่ยง สงสัยป่วยและกลุ่มป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ในชุมชน
- จัดอบรมและตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นใน กลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
- ค่าอาหารกลางวันสำหรับผู้เข้าอบรมฯ จำนวน 75 คน x 50 บาท x 1 มื้อ = 3,750 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าอบรมฯ จำนวน 75 คน x 25 บาท x 2 มื้อ = 3,750 บาท
- ค่าจ้างเหมาจัดทำป้ายไวนิลโครงการฯ ปี 2569 ขนาด 1.2 ม. X 2 ม.จำนวน 1 ผืน
- ค่าอาหารกลางวันสำหรับกลุ่มสงสัยป่วยโรคโรคเบาหวาน จำนวน 30 คน x 50 บาท x 1 มื้อ = 1,500 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 30 คน x 25 บาท x 2 มื้อ = 1,500 บาท
- ค่าอาหารกลางวันสำหรับกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 40 คน x50 บาทx1 มื้อ = 2,000 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 40 คน x25 บาทx2 มื้อ = 2,000 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 4 ชม. x 600 บาท = 2,400 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มเสี่ยง (จัดอบรม 2 รุ่น) รุ่นละ 50 คน จำนวน 100 คน x 25 บาท x 2 มื้อ x 2 ครั้ง = 10,000 บาท
- ค่าอาหารกลางวันสำหรับกลุ่มเสี่ยง (จัดอบรม 2 รุ่น) รุ่นละ 50 คน จำนวน 100 คน x 50 บาท x 1 มื้อ x 2 ครั้ง = 10,000 บาท
- ค่าจัดซื้อวัสดุในการตรวจคัดกรองระดับน้ำตาลในเลือด จำนวน 2 กล่องๆละ 830 บาท = 1,660 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 12 ชม. x 600 บาท = 7,200 บาท
- ค่าจัดซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอลชนิดพกพา จำนวน 2 เครื่องๆละ 2,500 บาท = 5,000 บาท
- ค่าจัดซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล จำนวน 2 เครื่องๆละ 1,390 บาท = 2,780 บาท
ประชากรกลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรองภาวะเสี่ยงต่อภาระโรค METABOLIC