กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569

กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา
credit_score
แบบการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมของโครงการ (Process Evaluation)
กิจกรรมระยะเวลาเป้าหมาย/วิธีการผลการดำเนินงานปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข
ตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติจริง
1. 1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

2. 2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

3. 3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

4. 4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

5. 5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

6. 6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

7. 7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) 4 มี.ค. 2569 -

 

-

-

-

-

8. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (80 คน x 35 บาท x 1 มื้อ)    เป็นเงิน  2,800 บาท       - ค่าตอบแทนวิทยากร (2 ชม. x 600 บาท) เป็นเงิน  1,200 บาท       - ค่าไวนิลชมรมบานไม่รู้โรย ขนาด 1.2 x 2.4 เมตร เป็นเงิน      750 บาท       - ค่ายางยืด (50 ชุด x 30 บาท) เป็นเงิน  1,500 บาท

1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย  (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
การส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านจากยางยืด เพื่อช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ
          รวมถึงกระตุ้นมวลกระดูก โดยใช้ยางยืดออกกำลังกายราคาประหยัดที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย           - ประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยยางยืด • ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ • ช่วย ฟื้นฟูข้อต่อ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ • ช่วย กระตุ้นระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพ - โดย วิทยากร อาจารย์ประภา ปัญญวรรณศิริ
- กิจกรรมให้ความรู้และสันทนาการ โดยคณะกรรมการชมรมบานไม่รู้โรย และนางสาววลัยลักษณ์ บุญชู   นักวิชาการสาธารณสุข
- ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย  (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
การส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านจากยางยืด เพื่อช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ
          รวมถึงกระตุ้นมวลกระดูก โดยใช้ยางยืดออกกำลังกายราคาประหยัดที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย           - ประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยยางยืด • ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ • ช่วย ฟื้นฟูข้อต่อ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ • ช่วย กระตุ้นระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพ - โดย วิทยากร อาจารย์ประภา ปัญญวรรณศิริ
- กิจกรรมให้ความรู้และสันทนาการ โดยคณะกรรมการชมรมบานไม่รู้โรย และนางสาววลัยลักษณ์ บุญชู   นักวิชาการสาธารณสุข
- ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

9. กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม (35 บาท x 80 คน)           เป็นเงิน  2,800 บาท       - ค่าตอบแทนวิทยากร (600 บาท x 2 ชม. x 1 คน) เป็นเงิน  1,200 บาท

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

10. กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (35 บาท x 80 คน)           เป็นเงิน  2,800 บาท

3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
- ดำเนินการจัดกิจกรรม 11 กรกฎาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ทำพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องบริวาร  ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน เป็นการทำบุญที่สำคัญในวัน
            เข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้แสงสว่างในยามค่ำคืนและใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงจำพรรษา
            3 เดือน ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถวายในด้านสติปัญญาและความเจริญรุ่งเรือง
- เทียนพรรษา             เพื่อให้แสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ในการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนค่ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ผ้าอาบน้ำฝน             เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้สอยในช่วงฤดูฝน
- ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ ณ วัดโคกเปรี้ยว การฝึกสมาธิส่งเสริมสุขภาพโดยมีผลดี           ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น รวมถึง           ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และอาจช่วยจัดการกับอาการปวด           เรื้อรังได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย - ลดความเครียด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด
            ได้ดีขึ้น - ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต
  - ควบคุมการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ระบบ ประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบมากขึ้น - ลดการอักเสบ การทำสมาธิสามารถช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้           ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจ - ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยให้รู้สึกสงบ มีสติ และสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น - เพิ่มสมาธิ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น - ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ การฝึกสมาธิเป็นประจำช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
- จัดการอารมณ์ ให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- เพิ่มความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมาวิธีการ             เริ่มต้นฝึกสมาธิ - หาที่เงียบสงบ เลือกสถานที่ที่เงียบและปราศจากสิ่งรบกวน
- เริ่มจากช่วงสั้นๆ ด้วยการฝึกเพียง 5-10 นาทีต่อวัน
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ อาจนั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ - จดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และจดจ่อความรู้สึกไปที่ลมหายใจ - สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน เมื่อมีความคิดอื่นผุดขึ้นมา ให้รับรู้และกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยไม่
            ตัดสินว่าความคิดนั้นดีหรือไม่ดี
          - ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง

-

3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
- ดำเนินการจัดกิจกรรม 11 กรกฎาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ทำพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องบริวาร  ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน เป็นการทำบุญที่สำคัญในวัน
            เข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้แสงสว่างในยามค่ำคืนและใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงจำพรรษา
            3 เดือน ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถวายในด้านสติปัญญาและความเจริญรุ่งเรือง
- เทียนพรรษา             เพื่อให้แสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ในการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนค่ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ผ้าอาบน้ำฝน             เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้สอยในช่วงฤดูฝน
- ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ ณ วัดโคกเปรี้ยว การฝึกสมาธิส่งเสริมสุขภาพโดยมีผลดี           ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น รวมถึง           ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และอาจช่วยจัดการกับอาการปวด           เรื้อรังได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย - ลดความเครียด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด
            ได้ดีขึ้น - ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต
  - ควบคุมการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ระบบ ประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบมากขึ้น - ลดการอักเสบ การทำสมาธิสามารถช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้           ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจ - ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยให้รู้สึกสงบ มีสติ และสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น - เพิ่มสมาธิ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น - ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ การฝึกสมาธิเป็นประจำช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
- จัดการอารมณ์ ให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- เพิ่มความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมาวิธีการ             เริ่มต้นฝึกสมาธิ - หาที่เงียบสงบ เลือกสถานที่ที่เงียบและปราศจากสิ่งรบกวน
- เริ่มจากช่วงสั้นๆ ด้วยการฝึกเพียง 5-10 นาทีต่อวัน
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ อาจนั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ - จดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และจดจ่อความรู้สึกไปที่ลมหายใจ - สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน เมื่อมีความคิดอื่นผุดขึ้นมา ให้รับรู้และกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยไม่
            ตัดสินว่าความคิดนั้นดีหรือไม่ดี
          - ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง

-

11. กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (8๐ คน x 35 บาท) เป็นเงิน  2,8๐๐ บาท

4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 10 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ดำเนินการจัดกิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม เมนูน้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรสีสันสดใสที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย มีสรรพคุณเด่นที่สุดคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สรรพคุณและประโยชน์ที่สำคัญต่อสุขภาพ • บำรุงสายตา: สารแอนโทไซยานินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น บรรเทาอาการตาพร่ามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ: เมื่อระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม และลดปัญหาผมร่วง • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: มีฤทธิ์ช่วยชะลอและลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล • ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ: มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด เมนูน้ำคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประโยชน์หลักของน้ำคลอโรฟิลล์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับชัดเจนคือ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของร่างกาย เช่น กลิ่นตัว กลิ่นปาก และกลิ่นสิ่งขับถ่ายครับ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประโยชน์และความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ไว้ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ • ลดกลิ่นกาย: ช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นปาก • ลดกลิ่นสิ่งขับถ่าย: ช่วยลดกลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้หรือผู้ที่ผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้อง • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ความเชื่อที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ โฆษณาชวนเชื่อหลายอย่าง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ว่าทำได้จริง เช่น: • ไม่ช่วยล้างสารพิษ (Detox): ร่างกายมีตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว • ไม่ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง: คลอโรฟิลล์ในน้ำยาเสริมอาหารมักเป็นสารสังเคราะห์ (Chlorophyllin) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงในคนได้ • ไม่ช่วยรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ข้อควรระวัง • ห้ามนำไปหยอดตา: มีการแชร์ต่อว่าช่วยแก้เจ็บตา ซึ่งอันตรายมากและอาจทำให้ตาบอดได้ • สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น: การทานผักใบเขียวสด เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี จะได้รับคลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ พร้อมวิตามินและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์สกัดราคาแพง คุณกำลังสนใจน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ? ผมสามารถช่วยแนะนำ: • ผักใบเขียวราคาประหยัด ที่มีคลอโรฟิลล์และสารอาหารสูง • วิธีลดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 10 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ดำเนินการจัดกิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม เมนูน้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรสีสันสดใสที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย มีสรรพคุณเด่นที่สุดคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สรรพคุณและประโยชน์ที่สำคัญต่อสุขภาพ • บำรุงสายตา: สารแอนโทไซยานินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น บรรเทาอาการตาพร่ามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ: เมื่อระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม และลดปัญหาผมร่วง • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: มีฤทธิ์ช่วยชะลอและลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล • ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ: มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด เมนูน้ำคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประโยชน์หลักของน้ำคลอโรฟิลล์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับชัดเจนคือ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของร่างกาย เช่น กลิ่นตัว กลิ่นปาก และกลิ่นสิ่งขับถ่ายครับ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประโยชน์และความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ไว้ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ • ลดกลิ่นกาย: ช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นปาก • ลดกลิ่นสิ่งขับถ่าย: ช่วยลดกลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้หรือผู้ที่ผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้อง • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ความเชื่อที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ โฆษณาชวนเชื่อหลายอย่าง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ว่าทำได้จริง เช่น: • ไม่ช่วยล้างสารพิษ (Detox): ร่างกายมีตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว • ไม่ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง: คลอโรฟิลล์ในน้ำยาเสริมอาหารมักเป็นสารสังเคราะห์ (Chlorophyllin) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงในคนได้ • ไม่ช่วยรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ข้อควรระวัง • ห้ามนำไปหยอดตา: มีการแชร์ต่อว่าช่วยแก้เจ็บตา ซึ่งอันตรายมากและอาจทำให้ตาบอดได้ • สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น: การทานผักใบเขียวสด เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี จะได้รับคลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ พร้อมวิตามินและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์สกัดราคาแพง คุณกำลังสนใจน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ? ผมสามารถช่วยแนะนำ: • ผักใบเขียวราคาประหยัด ที่มีคลอโรฟิลล์และสารอาหารสูง • วิธีลดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

12. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (80 คน x 35 x 1 มื้อ) เป็นเงิน 2,800 บาท     - ค่าอาหารกลางวัน (80 คน x 70 บาท) เป็นเงิน 5,600 บาท     - ค่าตอบแทนวิทยากร (600 บาท x 2 ชม. x 1 คน) เป็นเงิน  1,200 บาท

5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 พฤษภาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงวัยของชมรมบานไม่รู้โรย กิจกรรมให้ความรู้สวนเทพหยา
1.เรียนรู้ 3 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ฐานการทำขนมตาล 1.2 ฐานการทำสบู่ 1.3 ฐานการทำน้ำยาล้างจาน 2.เรียนรู้ฐานนั่งรถรางเยี่ยมชม 3 จุด 2.1 บ้านสวนลุงนาน 2.2 ไปชมทะเลที่อยู่ในวัดป่าขาด คูบ้านปลา 2.3 เที่ยวชมร้านค้าชุมชน - ณ สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา

-

5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 พฤษภาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงวัยของชมรมบานไม่รู้โรย กิจกรรมให้ความรู้สวนเทพหยา
1.เรียนรู้ 3 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ฐานการทำขนมตาล 1.2 ฐานการทำสบู่ 1.3 ฐานการทำน้ำยาล้างจาน 2.เรียนรู้ฐานนั่งรถรางเยี่ยมชม 3 จุด 2.1 บ้านสวนลุงนาน 2.2 ไปชมทะเลที่อยู่ในวัดป่าขาด คูบ้านปลา 2.3 เที่ยวชมร้านค้าชุมชน - ณ สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา

-

13. กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม  (8๐ คน x  35 บาท ) เป็นเงิน  2,8๐๐ บาท     - ค่าอาหารกลางวัน (80 คน x 70 บาท) เป็นเงิน  5,600 บาท         - ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จำเป็น เป็นเงิน  2,000 บาท

6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 สิงหาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ประธานพิธีเปิดงาน รวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ   โดย นายกวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา ดำเนินการในการเปิดพิธี และร่วมเป็นเกียรติใน
            การร่วมเล่นกีฬากับสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย  การเล่นกีฬาสำหรับสมาชิชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีการเน้นการ ออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้งเพิ่มความ แข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด สร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และฝึกการทรงตัว สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ค่อยเป็นค่อยไป, และปรับให้ เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ - ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำและขี่จักรยาน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก กีฬาบางชนิด เช่น การยกน้ำหนักเบา ๆ โยคะเก้าอี้ หรือรำไทชิ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ - ปรับปรุงการทรงตัวและลดความเสี่ยงหกล้ม การฝึกการทรงตัวเป็นประจำ เช่น การรำไทชิ หรือการเดินด้วยปลายเท้าและส้นเท้า ช่วยลดโอกาสในการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ - รักษาสุขภาพจิต การเล่นกีฬาช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ - ส่งเสริมการเข้าสังคม การเข้าร่วมชมรมกีฬาหรือการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะเพื่อนใหม่และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์

-

6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 สิงหาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ประธานพิธีเปิดงาน รวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ   โดย นายกวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา ดำเนินการในการเปิดพิธี และร่วมเป็นเกียรติใน
            การร่วมเล่นกีฬากับสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย  การเล่นกีฬาสำหรับสมาชิชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีการเน้นการ ออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้งเพิ่มความ แข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด สร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และฝึกการทรงตัว สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ค่อยเป็นค่อยไป, และปรับให้ เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ - ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำและขี่จักรยาน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก กีฬาบางชนิด เช่น การยกน้ำหนักเบา ๆ โยคะเก้าอี้ หรือรำไทชิ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ - ปรับปรุงการทรงตัวและลดความเสี่ยงหกล้ม การฝึกการทรงตัวเป็นประจำ เช่น การรำไทชิ หรือการเดินด้วยปลายเท้าและส้นเท้า ช่วยลดโอกาสในการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ - รักษาสุขภาพจิต การเล่นกีฬาช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ - ส่งเสริมการเข้าสังคม การเข้าร่วมชมรมกีฬาหรือการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะเพื่อนใหม่และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์

-

14. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) 4 มี.ค. 2569 4 มี.ค. 2569
  • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (80 คนx 35 บาท x 1 มื้อ)    เป็นเงิน 2,800 บาท     - ค่าตอบแทนวิทยากร (1 ชม. x 600 บาท x 1 คน) เป็นเงิน 600 บาท
        - ค่าจัดทำรูปเล่มสรุปโครงการ จำนวน 2 เล่ม x 250 บาท      เป้นเงิน    500 บาท

7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 11 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) ให้สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีส่วนร่วมในการเต้นเข้าจังหวะง่ายๆ ช้าๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเต้นรำอย่างสนุกสนาน การออกกำลังกายด้วยบาสโลฟ นิยมเต้นในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ ท่าเต้นมีลักษณะเรียบง่ายและสนุกสนาน โดยผู้เต้นจะขยับเท้าสลับซ้ายขวาเป็นจังหวะตามเพลงเป็นแถวเดียวกัน นอกจากจะเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานแล้ว บาสโลบยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยส่งเสริมการทรงตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ลักษณะการเต้นบาสโลบ • การเคลื่อนไหว:
เต้นเป็นแถวหน้ากระดานหรือแถวตอน โดยขยับเท้าสลับซ้ายขวาและหมุนไปตามจังหวะเพลง
• ความพร้อมเพรียง:
ผู้เต้นทุกคนจะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
• โอกาสที่นิยมเต้น:
งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน หรืองานต้อนรับแขกสำคัญ
ประโยชน์ของการเต้นบาสโลบ • การทรงตัว:
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและลดความเสี่ยงในการล้ม
• ความแข็งแรง:
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
• สุขภาพใจ:
ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสนุกสนาน
• ระบบไหลเวียนเลือดและหายใจ:
การเต้นเป็นประจำช่วยส่งเสริมระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดได้
.. - โดยวิทยากรคุณปาริชาติ ธนากุลรังสี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากศูนย์สุขภาพชุมชนพาณิชย์สร้างสุข
-ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-

7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 11 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) ให้สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีส่วนร่วมในการเต้นเข้าจังหวะง่ายๆ ช้าๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเต้นรำอย่างสนุกสนาน การออกกำลังกายด้วยบาสโลฟ นิยมเต้นในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ ท่าเต้นมีลักษณะเรียบง่ายและสนุกสนาน โดยผู้เต้นจะขยับเท้าสลับซ้ายขวาเป็นจังหวะตามเพลงเป็นแถวเดียวกัน นอกจากจะเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานแล้ว บาสโลบยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยส่งเสริมการทรงตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ลักษณะการเต้นบาสโลบ • การเคลื่อนไหว:
เต้นเป็นแถวหน้ากระดานหรือแถวตอน โดยขยับเท้าสลับซ้ายขวาและหมุนไปตามจังหวะเพลง
• ความพร้อมเพรียง:
ผู้เต้นทุกคนจะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
• โอกาสที่นิยมเต้น:
งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน หรืองานต้อนรับแขกสำคัญ
ประโยชน์ของการเต้นบาสโลบ • การทรงตัว:
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและลดความเสี่ยงในการล้ม
• ความแข็งแรง:
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
• สุขภาพใจ:
ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสนุกสนาน
• ระบบไหลเวียนเลือดและหายใจ:
การเต้นเป็นประจำช่วยส่งเสริมระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดได้
.. - โดยวิทยากรคุณปาริชาติ ธนากุลรังสี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากศูนย์สุขภาพชุมชนพาณิชย์สร้างสุข
-ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

-