กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569

กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา
กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ4 มีนาคม 2569
4
มีนาคม 2569รายงานจากพื้นที่ โดย กองทุนตำบลบ่อยาง
circle
กิจกรรมที่ปฎิบัติรายละเอียดของการทำกิจกรรมที่ได้ปฎิบัติจริง

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง
circle
ผลที่เกิดขึ้นจริงผลผลิต (Output) / ผลลัพธ์ (Outcome) / ผลสรุปที่สำคัญของกิจกรรม

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง
circle
กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม
จำนวน 80 คน จากที่ตั้งไว้ 0 คน
ประกอบด้วย

3.1 จำนวนผู้เข้าร่วมในแผนงาน/ โครงการ/กิจกรรม 80 คน