กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569

กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา
stars
แบบรายงานการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์
รายงานฉบับสมบูรณ์


โครงการ
" โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569 "
ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา



หัวหน้าโครงการ
นายปราณี กาเลี่ยง ตำแหน่ง ประธานชมรมบานไม่รู้โรย




ชื่อโครงการ โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569

ที่อยู่ ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา จังหวัด สงขลา

รหัสโครงการ L7250-2-34 เลขที่ข้อตกลง 23/2569

ระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ 4 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569

กิตติกรรมประกาศ

"โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569 จังหวัดสงขลา" สำเร็จได้ด้วยดี ด้วยความร่วมมือจาก สมาชิกในชุมชน ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา

คณะทำงานโครงการฯ ขอขอบคุณ กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้ง ภาคีเครือข่ายที่สำคัญระดับพื้นที่ ที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ ชี้แนะ สุดท้ายขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่มิได้ระบุชื่อไว้ในที่นี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีความยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป

คณะทำงานโครงการ
โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569


บทคัดย่อ

โครงการ " โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569 " ดำเนินการในพื้นที่ ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา รหัสโครงการ L7250-2-34 ระยะเวลาการดำเนินงาน 4 มีนาคม 2569 - 30 กันยายน 2569 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 39,750.00 บาท จาก กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมโครงการ หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปรากฏดังนี้

โครงการนี้ยังไม่มีการเขียนหรือแก้ไขบทคัดย่อ

หมายเหตุ : รายละเอียดของบทสรุปคัดย่อการดำเนินงาน ให้ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้เขียนสรุปภาพรวมของโครงการใน "ผลลัพธ์โครงการ"


สารบัญ

กิตติกรรมประกาศ »
บทคัดย่อ »
   ความเป็นมา/หลักการเหตุผล »
   วัตถุประสงค์โครงการ »
   กิจกรรม/การดำเนินงาน »
   กลุ่มเป้าหมาย »
   ผลลัพธ์ที่ได้ »
   การประเมินผล »
   ปัญหาและอุปสรรค »
   ข้อเสนอแนะ »
   เอกสารประกอบอื่นๆ »

ความเป็นมา/หลักการเหตุผล

การดำเนินงานของชมรมบานไม่รู้โรย ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐ ได้ดำเนินงานจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของชมรมบานไม่รู้โรยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๑9 ปีแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 160 คน เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีเป็นต้นไป พบว่าสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรยและประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมบานไม่รู้โรย ได้แก่ การประชุมสมาชิกเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเรียนรู้การดูแลตนเอง การส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากสมาชิกด้วยกัน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพการออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่อง กิจกรรมเมนูชูสุขภาพลดหวานมันเค็ม กิจกรรมรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ กิจกรรมพบปะสังสรรค์วันบานไม่รู้โรย กิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมเยี่ยมเพื่อนสมาชิกที่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลและตัวแทนของชมรมเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของเทศบาลนครสงขลา ทำให้ชมรมบานไม่รู้โรยมีความเข้มแข็งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
ชมรมบานไม่รู้โรย ซึ่งเป็นแกนนำในการดูแลสุขภาพตนเองในสังคมผู้สูงอายุ ได้ตระหนักถึงคุณค่าและสุขภาพของผู้สูงอายุ รวมถึงเข้าใจสภาพปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับในทุกๆ ด้าน ชมรมบานไม่รู้โรยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุให้สามารถดูแลตนเองได้ ช่วยทำให้การมีอายุยืนยาวมีความสุขทั้งทางกาย ใจ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อให้มีการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุ และสามารถเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมผู้สูงอายุได้อย่างปกติสุข ชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์โครงการ

  1. ๑. เพื่อให้สมาชิกผู้สูงอายุชมรมบานไม่รู้โรยสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆได้

กิจกรรม/การดำเนินงาน

  1. 1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
  2. 2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ
  3. 3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
  4. 4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม
  5. 5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา)
  6. 6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
  7. 7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ)
  8. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
  9. กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ
  10. กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
  11. กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม
  12. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา)
  13. กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
  14. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ)

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้
กลุ่มเป้าหมายจำแนกตามช่วงวัย
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน
กลุ่มวัยทำงาน
กลุ่มผู้สูงอายุ 80
กลุ่มเป้าหมายจำแนกกลุ่มเฉพาะ
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง
สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)]

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.สมาชิกผู้สูงอายุ ชมรมบานไม่รู้โรย มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่เกิน 5 %


ส่วนที่ 1 ผลการดำเนินงาน

วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ผลลัพธ์และตัวชี้วัดผลลัพธ์**
กิจกรรมของโครงการ
ผลผลิต*
ผลผลิตที่ตั้งไว้ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง

1. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย  (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
การส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านจากยางยืด เพื่อช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ
          รวมถึงกระตุ้นมวลกระดูก โดยใช้ยางยืดออกกำลังกายราคาประหยัดที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย           - ประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยยางยืด • ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ • ช่วย ฟื้นฟูข้อต่อ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ • ช่วย กระตุ้นระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพ - โดย วิทยากร อาจารย์ประภา ปัญญวรรณศิริ
- กิจกรรมให้ความรู้และสันทนาการ โดยคณะกรรมการชมรมบานไม่รู้โรย และนางสาววลัยลักษณ์ บุญชู   นักวิชาการสาธารณสุข
- ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย  (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
การส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านจากยางยืด เพื่อช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ
          รวมถึงกระตุ้นมวลกระดูก โดยใช้ยางยืดออกกำลังกายราคาประหยัดที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย           - ประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยยางยืด • ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ • ช่วย ฟื้นฟูข้อต่อ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ • ช่วย กระตุ้นระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพ - โดย วิทยากร อาจารย์ประภา ปัญญวรรณศิริ
- กิจกรรมให้ความรู้และสันทนาการ โดยคณะกรรมการชมรมบานไม่รู้โรย และนางสาววลัยลักษณ์ บุญชู   นักวิชาการสาธารณสุข
- ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

 

0 80

2. กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
- ดำเนินการจัดกิจกรรม 11 กรกฎาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ทำพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องบริวาร  ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน เป็นการทำบุญที่สำคัญในวัน
            เข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้แสงสว่างในยามค่ำคืนและใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงจำพรรษา
            3 เดือน ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถวายในด้านสติปัญญาและความเจริญรุ่งเรือง
- เทียนพรรษา             เพื่อให้แสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ในการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนค่ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ผ้าอาบน้ำฝน             เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้สอยในช่วงฤดูฝน
- ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ ณ วัดโคกเปรี้ยว การฝึกสมาธิส่งเสริมสุขภาพโดยมีผลดี           ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น รวมถึง           ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และอาจช่วยจัดการกับอาการปวด           เรื้อรังได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย - ลดความเครียด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด
            ได้ดีขึ้น - ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต
  - ควบคุมการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ระบบ ประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบมากขึ้น - ลดการอักเสบ การทำสมาธิสามารถช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้           ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจ - ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยให้รู้สึกสงบ มีสติ และสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น - เพิ่มสมาธิ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น - ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ การฝึกสมาธิเป็นประจำช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
- จัดการอารมณ์ ให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- เพิ่มความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมาวิธีการ             เริ่มต้นฝึกสมาธิ - หาที่เงียบสงบ เลือกสถานที่ที่เงียบและปราศจากสิ่งรบกวน
- เริ่มจากช่วงสั้นๆ ด้วยการฝึกเพียง 5-10 นาทีต่อวัน
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ อาจนั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ - จดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และจดจ่อความรู้สึกไปที่ลมหายใจ - สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน เมื่อมีความคิดอื่นผุดขึ้นมา ให้รับรู้และกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยไม่
            ตัดสินว่าความคิดนั้นดีหรือไม่ดี
          - ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
- ดำเนินการจัดกิจกรรม 11 กรกฎาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ทำพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องบริวาร  ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน เป็นการทำบุญที่สำคัญในวัน
            เข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้แสงสว่างในยามค่ำคืนและใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงจำพรรษา
            3 เดือน ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถวายในด้านสติปัญญาและความเจริญรุ่งเรือง
- เทียนพรรษา             เพื่อให้แสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ในการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนค่ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ผ้าอาบน้ำฝน             เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้สอยในช่วงฤดูฝน
- ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ ณ วัดโคกเปรี้ยว การฝึกสมาธิส่งเสริมสุขภาพโดยมีผลดี           ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น รวมถึง           ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และอาจช่วยจัดการกับอาการปวด           เรื้อรังได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย - ลดความเครียด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด
            ได้ดีขึ้น - ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต
  - ควบคุมการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ระบบ ประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบมากขึ้น - ลดการอักเสบ การทำสมาธิสามารถช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้           ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจ - ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยให้รู้สึกสงบ มีสติ และสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น - เพิ่มสมาธิ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น - ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ การฝึกสมาธิเป็นประจำช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
- จัดการอารมณ์ ให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- เพิ่มความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมาวิธีการ             เริ่มต้นฝึกสมาธิ - หาที่เงียบสงบ เลือกสถานที่ที่เงียบและปราศจากสิ่งรบกวน
- เริ่มจากช่วงสั้นๆ ด้วยการฝึกเพียง 5-10 นาทีต่อวัน
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ อาจนั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ - จดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และจดจ่อความรู้สึกไปที่ลมหายใจ - สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน เมื่อมีความคิดอื่นผุดขึ้นมา ให้รับรู้และกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยไม่
            ตัดสินว่าความคิดนั้นดีหรือไม่ดี
          - ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง

 

0 80

3. กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 10 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ดำเนินการจัดกิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม เมนูน้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรสีสันสดใสที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย มีสรรพคุณเด่นที่สุดคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สรรพคุณและประโยชน์ที่สำคัญต่อสุขภาพ • บำรุงสายตา: สารแอนโทไซยานินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น บรรเทาอาการตาพร่ามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ: เมื่อระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม และลดปัญหาผมร่วง • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: มีฤทธิ์ช่วยชะลอและลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล • ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ: มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด เมนูน้ำคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประโยชน์หลักของน้ำคลอโรฟิลล์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับชัดเจนคือ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของร่างกาย เช่น กลิ่นตัว กลิ่นปาก และกลิ่นสิ่งขับถ่ายครับ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประโยชน์และความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ไว้ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ • ลดกลิ่นกาย: ช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นปาก • ลดกลิ่นสิ่งขับถ่าย: ช่วยลดกลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้หรือผู้ที่ผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้อง • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ความเชื่อที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ โฆษณาชวนเชื่อหลายอย่าง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ว่าทำได้จริง เช่น: • ไม่ช่วยล้างสารพิษ (Detox): ร่างกายมีตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว • ไม่ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง: คลอโรฟิลล์ในน้ำยาเสริมอาหารมักเป็นสารสังเคราะห์ (Chlorophyllin) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงในคนได้ • ไม่ช่วยรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ข้อควรระวัง • ห้ามนำไปหยอดตา: มีการแชร์ต่อว่าช่วยแก้เจ็บตา ซึ่งอันตรายมากและอาจทำให้ตาบอดได้ • สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น: การทานผักใบเขียวสด เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี จะได้รับคลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ พร้อมวิตามินและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์สกัดราคาแพง คุณกำลังสนใจน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ? ผมสามารถช่วยแนะนำ: • ผักใบเขียวราคาประหยัด ที่มีคลอโรฟิลล์และสารอาหารสูง • วิธีลดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 10 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ดำเนินการจัดกิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม เมนูน้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรสีสันสดใสที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย มีสรรพคุณเด่นที่สุดคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สรรพคุณและประโยชน์ที่สำคัญต่อสุขภาพ • บำรุงสายตา: สารแอนโทไซยานินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น บรรเทาอาการตาพร่ามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ: เมื่อระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม และลดปัญหาผมร่วง • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: มีฤทธิ์ช่วยชะลอและลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล • ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ: มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด เมนูน้ำคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประโยชน์หลักของน้ำคลอโรฟิลล์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับชัดเจนคือ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของร่างกาย เช่น กลิ่นตัว กลิ่นปาก และกลิ่นสิ่งขับถ่ายครับ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประโยชน์และความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ไว้ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ • ลดกลิ่นกาย: ช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นปาก • ลดกลิ่นสิ่งขับถ่าย: ช่วยลดกลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้หรือผู้ที่ผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้อง • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ความเชื่อที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ โฆษณาชวนเชื่อหลายอย่าง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ว่าทำได้จริง เช่น: • ไม่ช่วยล้างสารพิษ (Detox): ร่างกายมีตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว • ไม่ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง: คลอโรฟิลล์ในน้ำยาเสริมอาหารมักเป็นสารสังเคราะห์ (Chlorophyllin) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงในคนได้ • ไม่ช่วยรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ข้อควรระวัง • ห้ามนำไปหยอดตา: มีการแชร์ต่อว่าช่วยแก้เจ็บตา ซึ่งอันตรายมากและอาจทำให้ตาบอดได้ • สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น: การทานผักใบเขียวสด เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี จะได้รับคลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ พร้อมวิตามินและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์สกัดราคาแพง คุณกำลังสนใจน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ? ผมสามารถช่วยแนะนำ: • ผักใบเขียวราคาประหยัด ที่มีคลอโรฟิลล์และสารอาหารสูง • วิธีลดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

 

0 80

4. กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี             ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร             ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง             โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
            วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา             ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง           - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

 

0 80

5. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา)

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 พฤษภาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงวัยของชมรมบานไม่รู้โรย กิจกรรมให้ความรู้สวนเทพหยา
1.เรียนรู้ 3 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ฐานการทำขนมตาล 1.2 ฐานการทำสบู่ 1.3 ฐานการทำน้ำยาล้างจาน 2.เรียนรู้ฐานนั่งรถรางเยี่ยมชม 3 จุด 2.1 บ้านสวนลุงนาน 2.2 ไปชมทะเลที่อยู่ในวัดป่าขาด คูบ้านปลา 2.3 เที่ยวชมร้านค้าชุมชน - ณ สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 พฤษภาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงวัยของชมรมบานไม่รู้โรย กิจกรรมให้ความรู้สวนเทพหยา
1.เรียนรู้ 3 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ฐานการทำขนมตาล 1.2 ฐานการทำสบู่ 1.3 ฐานการทำน้ำยาล้างจาน 2.เรียนรู้ฐานนั่งรถรางเยี่ยมชม 3 จุด 2.1 บ้านสวนลุงนาน 2.2 ไปชมทะเลที่อยู่ในวัดป่าขาด คูบ้านปลา 2.3 เที่ยวชมร้านค้าชุมชน - ณ สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา

 

0 80

6. กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 สิงหาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ประธานพิธีเปิดงาน รวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ   โดย นายกวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา ดำเนินการในการเปิดพิธี และร่วมเป็นเกียรติใน
            การร่วมเล่นกีฬากับสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย  การเล่นกีฬาสำหรับสมาชิชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีการเน้นการ ออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้งเพิ่มความ แข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด สร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และฝึกการทรงตัว สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ค่อยเป็นค่อยไป, และปรับให้ เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ - ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำและขี่จักรยาน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก กีฬาบางชนิด เช่น การยกน้ำหนักเบา ๆ โยคะเก้าอี้ หรือรำไทชิ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ - ปรับปรุงการทรงตัวและลดความเสี่ยงหกล้ม การฝึกการทรงตัวเป็นประจำ เช่น การรำไทชิ หรือการเดินด้วยปลายเท้าและส้นเท้า ช่วยลดโอกาสในการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ - รักษาสุขภาพจิต การเล่นกีฬาช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ - ส่งเสริมการเข้าสังคม การเข้าร่วมชมรมกีฬาหรือการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะเพื่อนใหม่และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 สิงหาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ประธานพิธีเปิดงาน รวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ   โดย นายกวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา ดำเนินการในการเปิดพิธี และร่วมเป็นเกียรติใน
            การร่วมเล่นกีฬากับสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย  การเล่นกีฬาสำหรับสมาชิชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีการเน้นการ ออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้งเพิ่มความ แข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด สร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และฝึกการทรงตัว สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ค่อยเป็นค่อยไป, และปรับให้ เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ - ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำและขี่จักรยาน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก กีฬาบางชนิด เช่น การยกน้ำหนักเบา ๆ โยคะเก้าอี้ หรือรำไทชิ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ - ปรับปรุงการทรงตัวและลดความเสี่ยงหกล้ม การฝึกการทรงตัวเป็นประจำ เช่น การรำไทชิ หรือการเดินด้วยปลายเท้าและส้นเท้า ช่วยลดโอกาสในการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ - รักษาสุขภาพจิต การเล่นกีฬาช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ - ส่งเสริมการเข้าสังคม การเข้าร่วมชมรมกีฬาหรือการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะเพื่อนใหม่และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์

 

0 80

7. กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ)

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 น.

กิจกรรมที่ทำ

7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 11 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) ให้สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีส่วนร่วมในการเต้นเข้าจังหวะง่ายๆ ช้าๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเต้นรำอย่างสนุกสนาน การออกกำลังกายด้วยบาสโลฟ นิยมเต้นในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ ท่าเต้นมีลักษณะเรียบง่ายและสนุกสนาน โดยผู้เต้นจะขยับเท้าสลับซ้ายขวาเป็นจังหวะตามเพลงเป็นแถวเดียวกัน นอกจากจะเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานแล้ว บาสโลบยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยส่งเสริมการทรงตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ลักษณะการเต้นบาสโลบ • การเคลื่อนไหว:
เต้นเป็นแถวหน้ากระดานหรือแถวตอน โดยขยับเท้าสลับซ้ายขวาและหมุนไปตามจังหวะเพลง
• ความพร้อมเพรียง:
ผู้เต้นทุกคนจะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
• โอกาสที่นิยมเต้น:
งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน หรืองานต้อนรับแขกสำคัญ
ประโยชน์ของการเต้นบาสโลบ • การทรงตัว:
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและลดความเสี่ยงในการล้ม
• ความแข็งแรง:
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
• สุขภาพใจ:
ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสนุกสนาน
• ระบบไหลเวียนเลือดและหายใจ:
การเต้นเป็นประจำช่วยส่งเสริมระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดได้
.. - โดยวิทยากรคุณปาริชาติ ธนากุลรังสี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากศูนย์สุขภาพชุมชนพาณิชย์สร้างสุข
-ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

ผลผลิต/ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 11 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) ให้สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีส่วนร่วมในการเต้นเข้าจังหวะง่ายๆ ช้าๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเต้นรำอย่างสนุกสนาน การออกกำลังกายด้วยบาสโลฟ นิยมเต้นในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ ท่าเต้นมีลักษณะเรียบง่ายและสนุกสนาน โดยผู้เต้นจะขยับเท้าสลับซ้ายขวาเป็นจังหวะตามเพลงเป็นแถวเดียวกัน นอกจากจะเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานแล้ว บาสโลบยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยส่งเสริมการทรงตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ลักษณะการเต้นบาสโลบ • การเคลื่อนไหว:
เต้นเป็นแถวหน้ากระดานหรือแถวตอน โดยขยับเท้าสลับซ้ายขวาและหมุนไปตามจังหวะเพลง
• ความพร้อมเพรียง:
ผู้เต้นทุกคนจะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
• โอกาสที่นิยมเต้น:
งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน หรืองานต้อนรับแขกสำคัญ
ประโยชน์ของการเต้นบาสโลบ • การทรงตัว:
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและลดความเสี่ยงในการล้ม
• ความแข็งแรง:
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
• สุขภาพใจ:
ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสนุกสนาน
• ระบบไหลเวียนเลือดและหายใจ:
การเต้นเป็นประจำช่วยส่งเสริมระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดได้
.. - โดยวิทยากรคุณปาริชาติ ธนากุลรังสี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากศูนย์สุขภาพชุมชนพาณิชย์สร้างสุข
-ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

 

0 80

* ผลผลิต หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นเชิงปริมาณจากการทำกิจกรรม เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม จำนวนผู้ผ่านการอบรม จำนวนครัวเรือนที่ปลูกผักสวนครัว เป็นต้น
** ผลลัพธ์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เช่น หลังอบรมมีผู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำนวนกี่คน มีข้อบังคับหรือมาตรการของชุมชนที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ต้องมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการรายงาน เช่น ข้อมูลรายชื่อแกนนำ , แบบสรุปการประเมินความรู้ , รูปภาพกิจกรรมพร้อมคำอธิบายใต้ภาพ เป็นต้น


ส่วนที่ 2 ประเมินความพึงพอใจต่อความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินโครงการในภาพรวม

credit_score
ผลการดำเนินโครงการ
stars
สรุปผลการดำเนินโครงการ

ผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรม:
บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
บรรลุตามวัตถุประสงค์บางส่วนของโครงการ
ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค)
การส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแรงต้านจากยางยืด เพื่อช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อ
      รวมถึงกระตุ้นมวลกระดูก โดยใช้ยางยืดออกกำลังกายราคาประหยัดที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย       - ประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยยางยืด • ช่วย เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ • ช่วย ฟื้นฟูข้อต่อ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ • ช่วย กระตุ้นระบบประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพ - โดย วิทยากร อาจารย์ประภา ปัญญวรรณศิริ
- กิจกรรมให้ความรู้และสันทนาการ โดยคณะกรรมการชมรมบานไม่รู้โรย และนางสาววลัยลักษณ์ บุญชู นักวิชาการสาธารณสุข
- ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้ง 80 คน - กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรค สำหรับผู้สูงอายุ วิทยากร บรรยายเรื่อง
ฐานที่ 1 ฐานอาหารต้านโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคไต แม้จะไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่การปรับฐานอาหารให้เหมาะสมถือเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่สำคัญ อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งบุคคลและประชากร และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคและความพิการ • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารทุกรูปแบบ รวมถึงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง • การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย การให้นมแม่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีและช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา • พฤติกรรมและรสนิยมด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักจะคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ • อาหารเพื่อสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบ แต่หลักการพื้นฐานสี่ประการ ได้แก่ ความเพียงพอ ความสมดุล ความพอประมาณ และความหลากหลาย ควรเป็นรากฐานของอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท • อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นต้องปลอดภัยด้วย กล่าวคือ ต้องปราศจากสารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์และสารเคมี • อาหารแปรรูปน้อยหรือไม่แปรรูปเลยหลากหลายชนิดที่มีไขมันไม่ดี น้ำตาลอิสระ และโซเดียมต่ำ เป็นพื้นฐานของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี       ฐานที่ 2 รู้ทันโรคเบาหวาน ภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลังจากนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอินซูลินจะนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่วนใหญ่พบในเด็ก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอินซูลิน 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย ในระยะแรกสามารถรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ถ้าเป็นนาน ๆ บางรายจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน 3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้มักหายไปหลังจากคลอด 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคที่ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 • อายุ 35 ปีขึ้นไป • มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
• กรรมพันธุ์ พ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 • มีโรคความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับคอเลสเตอรอล เอชดีแอล < 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) • เคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ • เคยได้รับการตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสม 5.7-6.4% • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด • กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่ • พฤติกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน • การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่สูงมาก อาการจะไม่เด่นชัดอย่างไรก็ตาม อาจไปพบแพทย์ด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ • อาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ รับประทานเก่งขึ้น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ถ้าระดับน้ำตาลสูงนาน ๆ และยังไม่ได้รับการรักษาจะมีน้ำหนักตัวลดลงตามมา • อาการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตามัว ไตวาย ชาปลายมือปลายเท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง • อาการของน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้อาเจียน หายใจหอบเหนื่อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หรือหมดสติ • อาการหรือโรคที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน เช่น แผลเรื้อรังหรือแผลหายช้ากว่าปกติ โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อราที่ช่องคลอด การติดเชื้อราที่ผิวหนัง • ตรวจพบจากการตรวจเช็คสุขภาพหรือก่อนทำการผ่าตัด น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ยคืออะไร? น้ำตาลสะสม หรือน้ำตาลเฉลี่ย หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) คือระดับน้ำตาลในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลเฉลี่ยจะช่วยแพทย์ในการเฝ้าติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด ควบคู่ไปกับการดูระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร 6 - 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose หรือ FPG) ในผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อยปีละ 2 - 4 ครั้ง
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 1. ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 2. ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 3. ระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการของน้ำตาลในเลือดสูง (ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด) ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร       ฐานที่ 3 สังเกตอาการเตือน (โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะฉุกเฉิน)
อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะฉุกเฉิน สามารถสังเกตได้อย่างรวดเร็วด้วย หลักการสังเกตอาการ BEFAST • B - Balance (การทรงตัว): มีอาการเวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือล้มลงฉับพลัน • E - Eyes (การมองเห็น): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง • F - Face (ใบหน้า): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือชาที่ใบหน้า • A - Arms (แขนขา): แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือตกลงมาเองอย่างผิดธรรมชาติ • S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดติดขัด พูดอ้อแอ้ หรือฟังไม่เข้าใจ • T - Time (เวลา): อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้องรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง       โดย วิทยากร ดร.ศักรินทร์ สุวรรณเวหา ตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
      วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา       ฐานที่ 4 ฐานขยับกายไร้โรค (ออกกำลังกายเหมาะสม)
แนวคิดการจัดกิจกรรมหรือสถานีเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนสามารถ ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัย และปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  1. เสาหลักของการขยับกายให้ไร้โรค การออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบควรครอบคลุม 3 ด้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย: • ออกกำลังกายหัวใจ (Aerobic Exercise): เน้นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ • สร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เน้นบอดี้เวท ยกน้ำหนักเบาๆ หรือใช้ยางยืด เพื่อช่วยพยุงข้อต่อและเพิ่มการเผาผลาญ ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ • เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุล (Flexibility & Balance): เน้นยืดเหยียดโยคะ หรือรำไม้พลอง เพื่อลดอาการบาดเจ็บและป้องกันการหกล้ม
  2. การเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย • วัยเด็ก (6-17 ปี): เน้นความสนุกสนานและการเจริญเติบโต เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นเวลา 60 นาทีทุกวัน • วัยทำงาน (18-59 ปี): เน้นลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน) ใช้สูตร เดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการยืดกล้ามเนื้อออฟฟิศซินโดรม • วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): เน้นแรงกระแทกต่ำและความปลอดภัย เช่น เดินในน้ำ รำไทเก๊ก ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และหลีกเลี่ยงการก้มหรือหมุนตัวกะทันหัน
  3. ข้อควรระวังและหลักความปลอดภัย • เช็กความพร้อม: ประเมินโรคประจำตัวก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่ๆ • วอร์มอัพและคูลดาวน์: ต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายทุกครั้ง • ฟังเสียงร่างกาย: หากมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดพักทันที โดยนางสาวสิฌานา พูลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง       - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ
- ดำเนินการจัดกิจกรรม 11 กรกฎาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ทำพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องบริวาร ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน เป็นการทำบุญที่สำคัญในวัน
      เข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้แสงสว่างในยามค่ำคืนและใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงจำพรรษา
      3 เดือน ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถวายในด้านสติปัญญาและความเจริญรุ่งเรือง
- เทียนพรรษา       เพื่อให้แสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ในการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนค่ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ผ้าอาบน้ำฝน       เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้สอยในช่วงฤดูฝน
- ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ ณ วัดโคกเปรี้ยว การฝึกสมาธิส่งเสริมสุขภาพโดยมีผลดี       ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น รวมถึง       ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และอาจช่วยจัดการกับอาการปวด       เรื้อรังได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย - ลดความเครียด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียด
      ได้ดีขึ้น - ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันโลหิต
  - ควบคุมการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ระบบ ประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบมากขึ้น - ลดการอักเสบ การทำสมาธิสามารถช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้       ประโยชน์ต่อสุขภาพจิตใจ - ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยให้รู้สึกสงบ มีสติ และสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น - เพิ่มสมาธิ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นและสามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น - ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ การฝึกสมาธิเป็นประจำช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
- จัดการอารมณ์ ให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- เพิ่มความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมาวิธีการ       เริ่มต้นฝึกสมาธิ - หาที่เงียบสงบ เลือกสถานที่ที่เงียบและปราศจากสิ่งรบกวน
- เริ่มจากช่วงสั้นๆ ด้วยการฝึกเพียง 5-10 นาทีต่อวัน
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ อาจนั่งบนเก้าอี้หรือนอนหงายก็ได้ - จดจ่อกับลมหายใจ หายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และจดจ่อความรู้สึกไปที่ลมหายใจ - สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน เมื่อมีความคิดอื่นผุดขึ้นมา ให้รับรู้และกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจอีกครั้ง โดยไม่
      ตัดสินว่าความคิดนั้นดีหรือไม่ดี
      - ณ วัดศาลาหัวยาง วัดอุทัยธาราม วัดเพชรมงคล วัดเลียบ วัดดอนแย้ และวัดยางทอง

4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 10 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ดำเนินการจัดกิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม เมนูน้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรสีสันสดใสที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย มีสรรพคุณเด่นที่สุดคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สรรพคุณและประโยชน์ที่สำคัญต่อสุขภาพ • บำรุงสายตา: สารแอนโทไซยานินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น บรรเทาอาการตาพร่ามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ: เมื่อระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม และลดปัญหาผมร่วง • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: มีฤทธิ์ช่วยชะลอและลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล • ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ: สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ: มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด เมนูน้ำคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประโยชน์หลักของน้ำคลอโรฟิลล์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับชัดเจนคือ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของร่างกาย เช่น กลิ่นตัว กลิ่นปาก และกลิ่นสิ่งขับถ่ายครับ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปประโยชน์และความจริงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ไว้ดังนี้ครับ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ • ลดกลิ่นกาย: ช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นปาก • ลดกลิ่นสิ่งขับถ่าย: ช่วยลดกลิ่นปัสสาวะและอุจจาระในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้หรือผู้ที่ผ่าตัดเปิดลำไส้ทางหน้าท้อง • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ความเชื่อที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ โฆษณาชวนเชื่อหลายอย่าง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ ว่าทำได้จริง เช่น: • ไม่ช่วยล้างสารพิษ (Detox): ร่างกายมีตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว • ไม่ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง: คลอโรฟิลล์ในน้ำยาเสริมอาหารมักเป็นสารสังเคราะห์ (Chlorophyllin) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดงในคนได้ • ไม่ช่วยรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ข้อควรระวัง • ห้ามนำไปหยอดตา: มีการแชร์ต่อว่าช่วยแก้เจ็บตา ซึ่งอันตรายมากและอาจทำให้ตาบอดได้ • สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น: การทานผักใบเขียวสด เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี จะได้รับคลอโรฟิลล์ตามธรรมชาติ พร้อมวิตามินและไฟเบอร์ที่มีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์สกัดราคาแพง คุณกำลังสนใจน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ? ผมสามารถช่วยแนะนำ: • ผักใบเขียวราคาประหยัด ที่มีคลอโรฟิลล์และสารอาหารสูง • วิธีลดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ - ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 พฤษภาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงวัยของชมรมบานไม่รู้โรย กิจกรรมให้ความรู้สวนเทพหยา
1.เรียนรู้ 3 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ฐานการทำขนมตาล 1.2 ฐานการทำสบู่ 1.3 ฐานการทำน้ำยาล้างจาน 2.เรียนรู้ฐานนั่งรถรางเยี่ยมชม 3 จุด 2.1 บ้านสวนลุงนาน 2.2 ไปชมทะเลที่อยู่ในวัดป่าขาด คูบ้านปลา 2.3 เที่ยวชมร้านค้าชุมชน - ณ สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา 6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ - ดำเนินการจัดกิจกรรม 27 สิงหาคม 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน - ประธานพิธีเปิดงาน รวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ   โดย นายกวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา ดำเนินการในการเปิดพิธี และร่วมเป็นเกียรติใน
      การร่วมเล่นกีฬากับสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย การเล่นกีฬาสำหรับสมาชิชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีการเน้นการ ออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้งเพิ่มความ แข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด สร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และฝึกการทรงตัว สิ่งสำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ค่อยเป็นค่อยไป, และปรับให้ เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของการเล่นกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ - ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำและขี่จักรยาน จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก กีฬาบางชนิด เช่น การยกน้ำหนักเบา ๆ โยคะเก้าอี้ หรือรำไทชิ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ - ปรับปรุงการทรงตัวและลดความเสี่ยงหกล้ม การฝึกการทรงตัวเป็นประจำ เช่น การรำไทชิ หรือการเดินด้วยปลายเท้าและส้นเท้า ช่วยลดโอกาสในการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ - รักษาสุขภาพจิต การเล่นกีฬาช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ - ส่งเสริมการเข้าสังคม การเข้าร่วมชมรมกีฬาหรือการเล่นกีฬาเป็นกลุ่มช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะเพื่อนใหม่และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
- ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์

7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) - ดำเนินการจัดกิจกรรม วันที่ 11 มิถุนายน 2569
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 80 คน กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) ให้สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ได้มีส่วนร่วมในการเต้นเข้าจังหวะง่ายๆ ช้าๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเต้นรำอย่างสนุกสนาน การออกกำลังกายด้วยบาสโลฟ นิยมเต้นในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ ท่าเต้นมีลักษณะเรียบง่ายและสนุกสนาน โดยผู้เต้นจะขยับเท้าสลับซ้ายขวาเป็นจังหวะตามเพลงเป็นแถวเดียวกัน นอกจากจะเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนานแล้ว บาสโลบยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยส่งเสริมการทรงตัว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ลักษณะการเต้นบาสโลบ • การเคลื่อนไหว:
เต้นเป็นแถวหน้ากระดานหรือแถวตอน โดยขยับเท้าสลับซ้ายขวาและหมุนไปตามจังหวะเพลง
• ความพร้อมเพรียง:
ผู้เต้นทุกคนจะเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
• โอกาสที่นิยมเต้น:
งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน หรืองานต้อนรับแขกสำคัญ
ประโยชน์ของการเต้นบาสโลบ • การทรงตัว:
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและลดความเสี่ยงในการล้ม
• ความแข็งแรง:
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
• สุขภาพใจ:
ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสนุกสนาน
• ระบบไหลเวียนเลือดและหายใจ:
การเต้นเป็นประจำช่วยส่งเสริมระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดได้
.. - โดยวิทยากรคุณปาริชาติ ธนากุลรังสี ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากศูนย์สุขภาพชุมชนพาณิชย์สร้างสุข
-ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง

stars
ผลผลิตโครงการ
วัตถุประสงค์สถานการณ์เป้าหมายผลผลิตอธิบาย
1 ๑. เพื่อให้สมาชิกผู้สูงอายุชมรมบานไม่รู้โรยสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆได้
ตัวชี้วัด : 1. สมาชิกผู้สูงอายุชมรมบานไม่รู้โรย มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่เกิน 5 %
5.00 100.00

1.สมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน 100% (จากผลการตรวจสุขภาพประจำปี)

stars
ผู้เข้าร่วมโครงการ
กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)
จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 80 80
กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)
กลุ่มเป้าหมายจำแนกตามช่วงวัย
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน -
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน -
กลุ่มวัยทำงาน -
กลุ่มผู้สูงอายุ 80 80
กลุ่มเป้าหมายจำแนกกลุ่มเฉพาะ
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด -
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง -
กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ -
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง -
สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)] -
stars
บทคัดย่อ*

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ๑. เพื่อให้สมาชิกผู้สูงอายุชมรมบานไม่รู้โรยสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆได้

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ (1) 1.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) (2) 2.กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ (3) 3.กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ (4) 4.กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม (5) 5.กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) (6) 6.กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (7) 7.กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ) (8) กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (ยางยืด ยึดชีวิต พิชิตโรค) (9) กิจกรรมจัดฐานการเรียนรู้การป้องกันเฝ้าระวังโรคสำหรับผู้สูงอายุ (10) กิจกรรมฝึกสมาธิ ส่งเสริมสุขภาพ (11) กิจกรรม เมนูชูสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม (12) กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกสถานที่ (สวนเทพหยา ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา) (13) กิจกรรมรวมพลังสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (14) กิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (บาสโลฟ)

ข้อเสนอแนะ ได้แก่ (1) ...

หมายเหตุ

  • บทคัดย่อ จะนำไปใส่ในส่วนบทคัดย่อของรายงานฉบับสมบูรณ์
  • หากต้องการใช้ค่าเริ่มต้นของบทคัดย่อ ให้ลบข้อความในช่องบทคัดย่อ ทั้งหมด แล้วกดปุ่ม Refresh

ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ

ปัญหาและอุปสรรค

 

สาเหตุ

 

ข้อเสนอแนะ

 




โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติตัวของสมาชิกชมรมบานไม่รู้โรย ศูนย์บริการสาธารณสุขเตาหลวง ประจำปีงบประมาณ 2569 จังหวัด สงขลา

รหัสโครงการ L7250-2-34

ได้ดำเนินกิจกรรมตามที่เสนอไว้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

................................
( นายปราณี กาเลี่ยง ตำแหน่ง ประธานชมรมบานไม่รู้โรย )
ผู้รับผิดชอบโครงการ
......./............/.......

vertical_align_topไปบนสุด