กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการอบรมให้ความรู้และป้องกันการแพร่ระบาดโรคฉี่หนู(Leptospirosis) ตำบลลิพัง ปี 2569

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการอบรมให้ความรู้และป้องกันการแพร่ระบาดโรคฉี่หนู(Leptospirosis) ตำบลลิพัง ปี 2569
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลิพัง
วันที่อนุมัติ 16 มีนาคม 2569
ปี 2569
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 มกราคม 2569 - 30 กันยายน 2569
งบประมาณ 17,170.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางสาวสุภาวรรณ ชัยศิริ
พื้นที่ดำเนินการ ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง
ประเด็น
แผนงานเผชิญภัยพิบัติและโรคระบาด
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

จากสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อสูงซึ่งในพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มเป็นพื้นที่เกษตรกร สวนปาล์ม สวนผลไม้ มีน้ำขัง ซึ่งโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือโรคฉี่หนูมักจะมาช่วงฤดูฝน โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือ "โรคฉี่หนู" ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า เชื้อเลปโตสไปร่า (Leptospira) เข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอกตามผิวหนังเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานานพบมากในพื้นที่ที่มี คู คลอง แหล่งน้ำ พื้นดินที่ชื้นแฉะ ลุยน้ำ หาปลา อาการของโรคคือมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะปวดเจ็บกล้ามเนื้อที่โคนขาและน่องอย่างมาก คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน ตาแดง บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปนหรือตัวเหลืองตาเหลืองเนื่องจากเยื้อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับวาย ไตวาย และเสียชีวิตได้       ในปี 2568 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลิพัง มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือ "โรคฉี่หนู" จำนวน 15 ราย รพ.สต.ลิพัง มีความห่วงใยสุขภาพประชาชนและตระหนักถึงโรคภัยที่อาจจะเกิดขึ้น
กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากจึงได้จัดทำโครงการโครงการอบรมให้ความรู้และป้องกันการแพร่ระบาดโรคฉี่หนู

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. 1 เพื่อให้ความรู้กับแกนนำสุขภาพเรื่องโรคเลปโตสไปโรซีส และการป้องกันตนเอง 2 เพื่อให้แกนนำสุขภาพในพื้นที่ได้ตระหนักถึงปัญหา สาเหตุ และร่วมดำเนินการ ปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน 3 เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต จากโรคเลปโตสไปโรซีส
การดำเนินงาน/กิจกรรม
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. แกนนำสุขภาพมีความรู้เรื่องโรคเลปโตสไปโรซีสและสามารถป้องกัน และกำจัดพาหะนำโรคได้ด้วยตัวเอง
  2. แกนนำสุขภาพในพื้นที่ได้ตระหนักถึงปัญหา สาเหตุ และร่วมดำเนินการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านให้ดีขึ้น
  3. สามารถลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต จากโรคเลปโตสไปโรซีสในพื้นที่ได้