โครงการชาวนาหมื่นศรีแปรงฟันแห้ง 2-2-2 ป้องกันฟันผุ
โครงการชาวนาหมื่นศรีแปรงฟันแห้ง 2-2-2 ป้องกันฟันผุ
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการชาวนาหมื่นศรีแปรงฟันแห้ง 2-2-2 ป้องกันฟันผุ | |
| รหัสโครงการ | 69-L1477-1-01 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหมื่นศรี | |
| วันที่อนุมัติ | 27 มีนาคม 2569 | |
| ปี | 2569 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 เมษายน 2569 - 30 กันยายน 2569 | |
| งบประมาณ | 59,660.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางนันท์นภัส บุญมีชัย | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง |
ฟันผุ คือ โรคในช่องปากชนิดหนึ่งที่พบบ่อย นับเป็นปัญหาภายในช่องปากที่เรื้อรัง เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไม่แสดงอาการจนกว่าจะอ้าปากเห็นว่ามีอาการฟันผุ หรือเมื่อมีอาการแล้วคนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยไม่ไปหาหมอฟัน เพราะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดในทันทีที่เห็นอาการ โรคนี้จึงเกิดการลุกลามได้ง่าย หากปล่อยไว้ไม่รักษา ฟันผุจะทำลายฟัน และอาจทำลายเส้นประสาทที่ไวต่อความรู้สึก ทำให้เกิดการติดเชื้อไปถึงปลายรากฟัน วิธีป้องกันโรคฟันผุที่ทั่วโลกยอมรับคือการใช้ฟลูออไรด์แบบเฉพาะที่ คือให้สัมผัสผิวฟันอย่างสม่ำเสมอ การนำฟลูออไรด์มาใช้ในการป้องกันฟันผุนั้น มีการกำหนดปริมาณและวิธีใช้ที่เหมาะสม และปลอดภัย ร่วมกับการแปรงฟันสูตร 2-2-2
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหมื่นศรี จึงได้จัดทำโครงการชาวนาหมื่นศรีแปรงฟันแห้ง 2-2-2 ป้องกันฟันผุ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีพฤติกรรมทันตสุขภาพที่พึงประสงค์ สอดคล้องกับนโยบายรณรงค์แปรงฟัน "2-2-2" ของ กรมอนามัย คือสูตรดูแลสุขภาพช่องปากหลัก เพื่อลดโรคฟันผุและคราบจุลินทรีย์ ประกอบด้วยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า-ก่อนนอน) ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที งดรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง และแปรงฟันแห้งเพื่อคงประสิทธิภาพของฟลูออไรด์ไว้ ส่งผลให้ประชาชนตำบลนาหมื่นศรีมีสุขภาพช่องปากที่ดีอย่างยั่งยืน
- เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากที่ถูกต้อง
- เพื่อป้องกันฟันผุ และลดเชื้อจุลินทรีย์
1.ด้านพฤติกรรม : ประชาชนในชุมชนมีทักษะการแปรงฟันที่ถูกต้อง ตามสูตร 222 ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์และลดการกินจุบจิบหลังแปรงฟัน 2.ด้านสถานะสุขภาพ : อัตราการเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบในชมชนลดลง 3.ด้านการเข้าถึงบริการ : เพิ่มความครอบคลุมในการตรวจสุขภาพช่องปาก การเคลือบฟลูออไรด์ และได้รับคำแนะนำจากทันตบุคลากรอย่างทั่วถึง 4.ด้านความรู้ : ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากและเห็นความสำคัญของการป้องกันมากกว่าการรักษา 5.ด้านสังคม : เกิดพื้นที่ต้นแบบชุมชน โรงเรียนที่ส่งเสริมสุขภาวะช่องปาก มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง อสม. โรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล