โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง” ประจำปี ๒๕๖๙
โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง” ประจำปี ๒๕๖๙
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการ“ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง” ประจำปี ๒๕๖๙ | |
| รหัสโครงการ | 2569 - L6896 - 02 - 24 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ | |
| วันที่อนุมัติ | 22 มิถุนายน 2569 | |
| ปี | 2569 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มิถุนายน 2569 - 30 กันยายน 2569 | |
| งบประมาณ | 27,590.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายพัฒพิศิษย์ ซุ้นอื้อ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง |
ด้วยในพื้นที่ชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๒๐๐ คน ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านความเจ็บป่วยเมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายอ่อนแอลง มีความเสื่อมของร่างกายมากขึ้น และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ในประเทศไทยจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม อันเกิดจากเหตุภาวะซึมเศร้าเข้ามามีส่วนเป็นเบื้องต้น ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เกิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวรวมถึงผู้สูงอายุในชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ เขตเทศบาลนครตรังนี้ด้วย และเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนพัฒนาชุมชนปี ๒๕๖๙ ของชุมชนสวนจันทน์ วัดนิโครธ ข้อที่ ๑๙ และบรรจุในแผน ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ข้อที่ ๙ โครงการ ปลดความเศร้า เล่าความหลัง นั่งร้องเพลง ของผู้สูงอายุ ด้วยปัญหาทางด้านเศรฐกิจ สังคม โดยรวมในปัจจุบัน ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องอยู่บ้าน ดูแลตัวเอง เนื่องจากบุตรหลานต้องออกจากบ้านไปประกอบอาชีพ เป็นเหตุให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อภาวะโรคซึมเศร้าได้ง่ายแล้วนำไปสู้โรคสมองเสื่อมในที่สุด โรคสมองเสื่อมนอกจากจะทำให้สูญเสียความคิด ความจำ และความสามารถในการทำงาน การตัดสินใจแล้ว ยังพบว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ดูแลและครอบครัวของผู้ป่วย ในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ๑ คน อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ต้องใช้ผู้ดูแลอย่างน้อย ๒ คน นำมาซึ่งปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากญาติในครอบครัวเป็นผู้ดูแลเองจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายทางอ้อมของผู้ดูแล เช่น ต้องลาออกจากงานมาดูแล ค่าเสียโอกาส ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้ดูแลและผู้ป่วยเอง ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาอาการสมองเสื่อมได้ มีเพียงตัวยาที่ทำให้เกิดการชะลออาการเท่านั้น แต่มีวิธีป้องกันที่เห็นผลได้คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆและการออกกำลังกายซึ่งชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ และสามารถฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมไปแล้วให้ดีขึ้นได้ด้วย ด้วยทางชุมชนได้มีการจัดทำโครงการดังกล่าวไปแล้วในปีงบประมาณ 2568 ระหว่าง เดือน มกราคม - กันยายน ๒๕๖๘ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมโครงการที่อยากจะให้มีการจัดเรื่องนันทนาการต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุ คลายความเครียด ลดและป้องการอาการโรคซึมเศร้า เป็นการป้องการโรคสมองเสื่อมได้ระดับหนึ่ง ลดภาระของครอบครัวทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
- เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการประเมินภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น
- เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
- กิจกรรม อบรมให้ความรู้แก่คณะทำงานเรื่องการคัดกรอง การทำแบบประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ (คณะทำงาน 10 คน)
- กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจ เพื่อคัดกรองภาวะสมองเสื่อม และเชิญชวนผู้สูงอายุในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม
- กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
- กิจกรรมส่งเสริมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้าระยะยาวในชุมชน ชุดสันทนาการ แสดงท่าทางประกอบเสียงกลอมทอมบ้า และร้องเพลงคาราโอเกะ
- กิจกรรม อบรมให้ความรู้แก่คณะทำงานเรื่องการคัดกรอง การทำแบบประเมินภาวะโรคซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
- กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจ เพื่อคัดกรองภาวะสมองเสื่อม และเชิญชวนผู้สูงอายุในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม
- กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย และการฝึกสมองที่ถูกต้องเหมาะสม
- กิจกรรมส่งเสริมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้าระยะยาวในชุมชน ชุดสันทนาการ แสดงท่าทางประกอบเสียงกลอมทอมบ้า และร้องเพลงคาราโอเกะ
- ผู้สูงอายุได้รับการป้องการโรคซึมเศร้า
- ผู้สูงอายุได้รับการประเมินและป้องกันภาวะสมองเสื่อม
- ผู้สูงอายุมีความรู้และทักษะของการออกกำลังกาย / กิจกรรมฝึกสมองที่เหมาะสม
- ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลโภชนาการ กินดื่ม สิ่งที่มีประโยชน์ ลดภาวะโรคแทรกซ้อม
- ป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าของผู้ดูแล สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับคนในครอบครัวของผู้สูงอายุ
- เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติตนให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
- สังคมเกิดการตระหนักในการใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ