โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ปี 2561
โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ปี 2561
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ปี 2561 | |
| รหัสโครงการ | 61-L3353-1-02 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโตระ | |
| วันที่อนุมัติ | 15 กุมภาพันธ์ 2561 | |
| ปี | 2561 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 ธันวาคม 2560 - 30 กันยายน 2561 | |
| งบประมาณ | 22,050.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางศุภญา ทองขาวเผือก | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลตำนาน อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง |
ปัจจุบันพบว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคส่วนใหญ่มักจะทราบว่าเป็นโรคเมื่อมีอาการรุนแรงขึ้น และถ้ากลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองในระดับชุมชนจะทำให้พบผู้เป็นโรคในระยะเริ่มแรกและสามารถให้การรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ทำให้ทราบข้อมูลผู้เป็นโรคในระยะแรก จากผลการดำเนินงานคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโตระ ในปี 2560 กลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรองโรคเบาหวาน1,416คนคิดเป็นร้อยละ95.87 และได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงจำนวน1,228คนคิดเป็นร้อยละ 90.08จากการคัดกรองพบกลุ่มเบาหวานปกติจำนวน1,198คนคิดเป็นร้อยละ84.06พบกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานจำนวน1206คนคิดเป็นร้อยละ11.55กลุ่มสงสัยเป็นโรค จำนวน12คนคิดเป็นร้อยละ0.85และพบกลุ่ม ความดันโลหิตปกติ752 คนคิดเป็นร้อยละ 61.24 พบกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 382 คนคิดเป็นร้อยละ31.11กลุ่มสงสัยเป็นโรค จำนวน 94คนคิดเป็นร้อยละ 7.65
จากข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยโรคเรื้อรังของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโตระ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งนี้เป็นผลจากการคัดกรองได้ครอบคลุมมากขึ้นแต่ขณะเดียวกันหากผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคจากผลการคัดกรองไม่ตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นและเมื่อมีความเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนเกิดความเครียดซึ่งจะสามารถนำไปสู่การเจ็บป่วยทางด้านจิตใจได้ในอนาคตดังนั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโตระจึงได้จัด ทำโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ปี 2561เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงและเพิ่มทักษะการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้สามารถดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคทั้งด้านร่างกายและจิตใจและในกลุ่มที่เป็นโรคได้รับการดูแลและรักษาได้อย่างทันท่วงทีและได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นต่อไป
- ข้อที่ 1.เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกคนมีความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ถูกต้อง
- ข้อที่ 2.เพื่อลดอัตราการเกิดโรครายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง
- 1คัดเลือกกลุ่มเสี่ยงสูงจากการคัดกรองโรคความดันสูงและโรคเบาหวานจำนวน 200 คน
1.จัดทำโครงการขออนุมัติ
2.ประชุมเจ้าหน้าที่ /อสม.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงาน
3.ทำหนังสือเชิญกลุ่มเสี่ยงมารับการตรวจคัดกรองซ้ำ โดยแยกเป็นรายหมู่บ้าน และแยกเป็นกลุ่มย่อย ตามแผนปฏิบัติงาน
4.ปฏิบัติงานตามแผน ฯ เพื่อเจาะเลือดปลายนิ้วหาค่าน้ำตาลในเลือดและวัดความดันโลหิตสูงชั่งน้ำหนัก/วัดส่วนสูงซ้ำ
5.เรื่องของน้ำตาลในเลือด ปฏิบัติดังนี้
5.1 กรณีที่มีผลน้ำตาลในเลือดมากกว่า 126mg/dl ส่งโรงพยาบาลพัทลุงตรวจ FPGเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
5.2 กรณี ผลน้ำตาลในเลือด มีค่าระหว่าง 100 - 125 mg/dl จะขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อบรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในเรื่องโรคเบาหวานและปัจจัยเสี่ยง, อาหาร การออกกำลังกาย, ควบคุมน้ำหนัก ,งดบุหรี่ ,ลดหรือจำกัดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และนัดเจาะเลือดซ้ำทุก3 เดือน
6.เรื่องของความดันโลหิตปฏิบัติดังนี้
6.1 ความดันโลหิตสูงเกิน 120 - 129 /80 – 89mm/hg ตรวจวัดความดันใหม่ใน 1 ปี
และแนะนำปรับพฤติกรรม
6.2 ความดันโลหิตอยู่ระหว่าง 140 - 159 /90 – 99mm/hg ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มสี่ยง
และตรวจวัดซ้ำภายใน3เดือน
6.3ความดันโลหิตมากกว่า 160/100 mm/hg ประเมินหรือส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่
โรงพยาบาลพัทลุงภายใน1เดือน
6.4ความดันโลหิตมากกว่า 180/110 mm/hg ประเมินหรือส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาต่อทันทีหรือภายใน 1สัปดาห์
7. แยกกลุ่มเสี่ยง คืนข้อมูลการตรวจคัดกรองความเสี่ยงกลับไปยังอสม. และชุมชน
8. ให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อลดการเกิดโรค จำนวน 200คน
- ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงทุกคนมีความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ถูกต้องสม่ำเสมอ สามารถกลับสู่ภาวะปกติมากกว่าร้อยละ 20 และกลุ่มเสี่ยงทุกคนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
- อัตราการเกิดโรครายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงไม่เกินร้อยละ 5