อบรมเชิงปฏิบัติการประยุกต์ศาสตร์นวดไทยเพื่อป้องกันโรคภัยและดูแลสุขภาพ
อบรมเชิงปฏิบัติการประยุกต์ศาสตร์นวดไทยเพื่อป้องกันโรคภัยและดูแลสุขภาพ
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | อบรมเชิงปฏิบัติการประยุกต์ศาสตร์นวดไทยเพื่อป้องกันโรคภัยและดูแลสุขภาพ | |
| รหัสโครงการ | 2562-L6896-01-16 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | งานเผยแพร่และฝึกอบรม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม | |
| วันที่อนุมัติ | 22 ตุลาคม 2561 | |
| ปี | 2562 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 พฤศจิกายน 2561 - | |
| งบประมาณ | 63,633.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางสาวปถมาภรณ์ ตรีรัญเพ็ชร | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง |
กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม(Office syndrome)เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศเป็นส่วนใหญ่ เบื้องต้นผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการปวดคอ บ่า ไหล่ อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว หากเป็นมากการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อมัดที่ใช้เป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดการกดทับของเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการ เช่น ปวดร้าวขึ้นศีรษะหรือปวดร้าวลงแขน ปวดร้าวบริเวณรอบๆ กระบอกตาทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง บางครั้งมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย และท้ายสุดอาจจะเกิดการดึงรั้งของกล้ามเนื้อทำให้กระดูกสันหลังคดงอหรือผิดรูปได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556-2560 พบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 30.8 ล้านคน เป็นกลุ่มวัยทำงาน (อายุ 15 ขึ้นไป) ที่ใช้คอมพิวเตอร์ จำนวนถึง 28.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 91.3และจากผลสำรวจพนักงานที่ทำงานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจำนวน 400 คน พบว่าร้อยละ 60 มีอาการเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยอาการที่พบได้บ่อยคือ 1.ปวดหลังเรื้อรัง 2.ไมเกรนหรือปวดศีรษะเรื้อรัง และ 3. มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อค
พฤติกรรมที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ได้แก่ การใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไปสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม สภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ภาวะเครียดจากงาน การอดอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียดปราศจากการผ่อนคลายเป็นต้น
กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย และไม่ได้พบเฉพาะบุคคลที่ทำงานในออฟฟิศเท่านั้น ยังพบในผู้ที่ใช้มือและแขนทำงานเป็นเวลานานๆ เช่น กลุ่มแม่ค้า ผู้ใช้แรงงานต่างๆ กลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เช่น นักเรียน นักศึกษา และผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT)เป็นต้น
การนวดไทยเพื่อสุขภาพ เป็นการนวดที่ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน และป้องกันและรักษาโรคในกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่ได้ผลดีในเบื้องต้น มีประโยชน์ในการกระตุ้นระบบการหมุนเวียนของเลือดในร่างกาย รักษาอาการปวดเมื่อยจากการทำงานเบื้องต้นและป้องกันไม่ให้เกิดโรคในกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมเรื้อรังและนำไปสู่การกดทับของเส้นประสาท กระดูกสันหลังคดหรือผิดรูปหรือไม่ให้เป็นมากขึ้นกว่าเดิมได้ ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการรับการรักษาโดยการนวดไทย หรือสนใจนวดไทยเพื่อสุขภาพเพื่อบำบัดอาการให้แก่บุคคลในครอบครัว ควรมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนวดไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และป้องกันการผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดจากการนวดไทยโดยการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้นวด
เทศบาลนครตรังมีหน้าที่เกี่ยวกับ การให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ และงานเผยแพร่และฝึกอบรม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลนครตรัง มีหน้าที่จัดและฝึกอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนในเขตเทศบาลนครตรังให้มีความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ดังนั้นจึงเห็นความสำคัญในการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ประยุกต์ศาสตร์นวดไทยเพื่อป้องกันโรคภัยและดูแลสุขภาพขึ้น
- เพื่อพัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนความรู้ และความสามารถของประชาชน ในการดูแลสุขภาพตนเองโดยใช้ภูมิปัญญาการนวดไทย
- เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม มีทักษะ เข้าใจการนวดและกำหนดจุดได้ถูกต้อง
- เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย ลดอัตราการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ และการปวดเมื่อยจากการทำงาน
- อบรมเชิงปฏิบัติการ ประยุกต์ศาสตร์นวดไทยเพื่อป้องกันโรคภัยและดูแลสุขภาพ
- กลุ่มเป้าหมายมีได้รับความรู้เกี่ยวกับการนวดไทยเพื่อสุขภาพอย่างถูกต้อง และมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
- กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัวได้
- ส่งเสริมภูมิปัญญาการนวดแผนไทย ให้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ลดปริมาณการใช้ยารักษาโดยไม่จำเป็น
- ผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัว จากการเอาใจใส่ดูแลต่อกัน และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์