กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการโภชนาบำบัด/การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในผู้ป่วยเรื้อรัง

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการโภชนาบำบัด/การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในผู้ป่วยเรื้อรัง
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ ชมรมผู้ป่วยเบาหวาน รพ.สต.บ้านหัวหรั่ง
วันที่อนุมัติ 26 มีนาคม 2562
ปี 2562
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 มกราคม 2562 - 30 กันยายน 2562
งบประมาณ 9,100.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางระบาย แก้วน้อย
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลชะรัด อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง
ประเด็น
แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

สภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนไทยเจ็บป่วยและตายด้วยโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อที่มีสาเหตุมาจากการมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด จากข้อมูลสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี ๒๕๕๑ มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรดังนี้ โรคมะเร็งทุกชนิด ๑๑๙.๑๐ โรคความดันโลหิตสูง ๗๐๘.๗๔ โรคหัวใจและหลอดเลือด ๙๐๑.๓๑ จากสถิติข้อมูลของสถานีอนามัยบ้านหัวหรั่ง พบว่าผู้รับบริการในคลินิกโรคเบาหวานรายใหม่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ พบว่าประชาชนในพื้นที่มีกลุ่มเสี่ยงและสงสัยเป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพพบว่า โรคเหล่านี้เกิดจากความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ค่านิยมการกินแบบตะวันตก การบริโภคอาหารที่เค็มจัด หวานจัด รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้ที่ไม่เพียงพอ ความเครียด การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ตลอดจนการมีพฤติกรรมและมีปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกต้องและเสี่ยง ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตายและพิการ เป็นภาระต่อครอบครัว ชุมชนและประเทศในการดูแล รักษา มีการสูญเสียค่าใช้จ่ายและเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยบุคคลและชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
    ดังนั้น จากสถิติจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการจัดการให้ผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในระบบเพิ่มขึ้นเช่น การค้นหารายใหม่ ผู้ป่วยขาดยา ดังนั้นการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีศักยภาพในการดูแลตนเองจึงเป็นกิจกรรมที่บุคคลควรริเริ่มและกระทำเพื่อคงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความผาสุกของตนเองที่ยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานคือ การส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติหรือใกล้เคียงกับระดับปกติมากที่สุด ผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้จะส่งผลในด้านการป้องกัน ลด และชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีพฤติกรรมการดูแลตนเองบนฐานความรู้ที่ถูกต้องและเพียงพอ โดยเฉพาะการดูแลตนเอง ด้านโภชนาการ การรับประทานยาที่ถูกต้อง การดูแลเท้า และการออกกำลังกาย และมีกิจกรรม การให้ความรู้การดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานผ่านฐาน จัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การควบคุมอาหาร การใช้ยาอย่างถูกต้อง การดูแลเท้าและการออกกำลังกาย โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนของกิจกรรม สามารถเรียนรู้ได้ถึงระดับความเข้าใจและสามารถประยุกต์ความรู้ไปใช้สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริงได้ เมื่อผู้ป่วยมีความรู้ที่ถูกต้องจะสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องตามแนวทางที่ควรจะเป็น สามารถเป็นต้นแบบที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้หลัก ๓ อ. ๒ ส.ร่วมกับนำกลวิธีเสริมพลัง (Empowerment) ในการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยเบาหวาน คือ มุ่งให้ผู้ป่วยมีความรู้และทักษะในการแก้ไขและเผชิญปัญหาที่จะช่วยให้บรรลุความสำเร็จการมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง พิการและการมีสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งช่วยประหยัดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลและลดความแออัดของผู้มารับบริการในอนาคต

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. ๑. เพื่อเสริมสร้างทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน จนสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตและ น้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงเกณฑ์ปกติ ๒. เพื่อการใช้ยาโรคเรื้อรังอย่างถูกต้อง ๓. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานเกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. โครงการโภชนบำบัด/การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในผู้ป่วยเรื้อรัง
วิธีดำเนินการ
  1. ขั้นตอนวางแผนงาน   1.วิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์โรคในเขตตรับผิดชอบ รพ.สต.บ้านหัวหรั่ง   2.เขียนโครงการเพื่อของบประมาณ   3.ประสานงานวิทยากรให้ความรู้
  2. ขั้นตอนการดำเนินงาน   1 จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องหลัก ๓ อ. ๒ ส. (อาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ บุหรี่ สุรา ) การใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
      2. ติดตามเยี่ยมบ้าน และประเมินผล ๓ เดือนหลังร่วมโครงการ
      3. สรุปผลและรายงานผลการดำเนินงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. ลดอัตราผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร่วมกับพบภาวะแทรกซ้อนในระบบต่างๆ ลดลง
  2. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประชาชน
  3. เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ๔. สามารถเป็นแกนนำที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และเกิดเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน