ส่งเสริมการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเรื้อรังและประชาชนทั่วไป
ส่งเสริมการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเรื้อรังและประชาชนทั่วไป
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | ส่งเสริมการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเรื้อรังและประชาชนทั่วไป | |
| รหัสโครงการ | 2562-L3310-1-04 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | รพ.สต.บ้านลานช้าง | |
| วันที่อนุมัติ | 1 พฤษภาคม 2562 | |
| ปี | 2562 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 พฤษภาคม 2562 - 30 ธันวาคม 2562 | |
| งบประมาณ | 15,000.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางศุภลักษณา เพชรย้อย | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง |
ปัจจุบันโรคเรื้อรังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขไทยโดยเฉพาะเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งในแต่ละปีจะต้องมีการใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นจานวนมาก ซึ่งเมื่อเจ็บป่วยแล้วก็จะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอพบแพทย์ตามนัด รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการออกกาลังกาย การรับประทานอาหาร การจัดการด้านอารมณ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังของระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของหลายประเทศและอัตราความชุกของโรคมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และมีปัจจัยสนับสนุนด้านพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกาลังกาย ภาวะเครียด ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ช่วยให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น ความผิดปกติที่เท้าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดจากการเสื่อมของเส้นประสาทและหลอดเลือด ทำให้อัตราความเร็วในการนำสัญญาณประสาทลดลง ความไวของผิวหนังต่อการรับรู้สัมผัสลดลงหรือหายไป ซึ่งการเสื่อมของหลอดเลือดและเส้นประสาทมักปรากฏอาการมากที่เท้า ทำให้การรับรู้ความรู้สึกบริเวณเท้าลดลง เกิดอาการชาเมื่อผู้ป่วยเดินสะดุดของแข็งหรือเหยียบของมีคมจึงไม่รู้สึกตัว เกิดเป็นแผลง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าน้อยลง เกิดการขาดเลือดกลายเป็นเนื้อตายได้เมื่อเกิดการติดเชื้อที่แผลขึ้นร่วมกับการที่ผู้ป่วยไม่ได้ดูแลใส่ใจเท้าเป็นพิเศษ ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสถูกตัดขาได้เนื่องจากเกิดแผลเนื้อตายที่เท้ามากกว่าคนปกติถึง 40 เท่า แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่๑๑ ได้มุ่งเน้นระบบสุขภาพแบบพอเพียงส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การบำบัดรักษาความเจ็บป่วยด้วยการแพทย์แผนไทย ซึ่งการแพทย์แผนไทยเป็นกรรมวิธีทางภูมิปัญญาที่อิงความเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการรักษาความเจ็บป่วยแบบองค์รวมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งด้านสุขภาพที่ประชาชนสามารถดูแลป้องกันตัวเองได้ ทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรคการรักษาพยาบาลการฟื้นฟูสมรรถภาพ และการเฝ้าระวังโรคในการบำบัดรักษาโรคด้วยการแพทย์แผนไทยได้ใช้วิธีการอย่างหลากหลาย เพื่อให้ได้ผลการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น การใช้ธรรมชาติบำบัด ,การใช้สมุนไพรในท้องถิ่น,การใช้พิธีกรรมความเชื่อ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน การดื่มน้ำ เป็นต้น แพทย์ทางเลือกเป็นอีกทางหนึ่งที่ให้การดูแลสุขภาพในผู้ป่วยโรคเรื้อรังควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความเจ็บป่วยและเป็นการลดการใช้ยาแผนปัจจุบันที่มากเกินความจำเป็นในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมทั้งผู้ป่วยสามารถนำกลับไปปฏิบัติใช้ที่บ้านเพื่อดูแลสุขภาพตนเองได้
ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานช้าง ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุงได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้จัดทำโครงการแช่เท้าสมุนไพรในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ขึ้นเพื่อให้การดูแล ส่งเสริม ฟื้นฟู สุขภาพของผู้ป่วยและเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นการเฝ้าระวังการดูแลเท้าด้วยตนเองด้วยศาสตร์แพทย์แผนไ
- .กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทางเท้าที่มีระดับเสี่ยงปานกลางและ เสี่ยงสูงที่มารับยาที่ รพ.สต.บ้านลานช้าง
- กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมอบรมให้ความรู้ผู้ป่วยจำนวน 60 คน กิจกรรมที่ 2 : อบรมและให้ความรู้กลุ่ม อสม. จำนวน 50 คน
1.ประชุมชี้แจง/วางแผนการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. บ้านลานช้าง ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง 2.ตรวจคัดกรองหาภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการในคลินิกโรคเบาหวาน รพ.สต.บ้านลานช้าง ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง พร้อมทั้งจำแนกระดับของการตรวจประเมินระบบประสาทรับความรู้สึกที่เท้า 4 จุด ด้วยวิธีการตรวจMonofilamint 3.นำกลุ่มที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงสูงเข้าสู่กิจกรรม “สมุนไพรแช่เท้า” ทุกวันที่ผู้ป่วยเบาหวานมารับบริการในคลินิกผู้ป่วยเรื้อรัง รพ.สต.บ้านลานช้าง ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง
1.ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชาลดลง ร้อยละ 80 2.ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจเท้า ร้อยละ 80 3.สอบถามแบบประเมินหลังการทำกิจกรรมกับผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการดูแลเท้าเบื้องต้น คิดเป็นร้อยละ 80