กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 2562

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 2562
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสะเตงนอก
วันที่อนุมัติ 26 มีนาคม 2562
ปี 2562
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 เมษายน 2562 - 30 กันยายน 2562
งบประมาณ 14,500.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางสปีเนาะ กะโด
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ประเด็น
แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

การสร้างเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพ เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ที่ทุกคนควรมีการปฏิบัติและปลูกฝังจนเป็นสุขนิสัย เพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การมีความสุข ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ส่งผลต่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ จากสถิติการเจ็บป่วยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสะเตงนอก ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พบว่า อัตราการป่วยด้วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มักพบผู้ป่วยมากที่สุดในอันดับต้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2560-2562 มีอัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงรายใหม่ 136,146 และ 95 คน ตามลำดับอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวานรายใหม่ 42,76 และ 32 คน ตามลำดับ ซึ่งมีผู้ป่วยบางรายเกิดจากภาวะแทรกซ้อน เกิดความพิการทางกายและการเคลื่อนไหว เป็นภาระให้แก่ครอบครัวและ ดังนั้นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและสร้างโอกาสสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับประชาชนทุกกลุ่ม จะช่วยทำให้กลุ่มป่วยสามารถดูแลตนเองได้เป็นอย่างดี กลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยงมีความตระหนักและใช้ประสบการณ์ของผู้ป่วยคนอื่นๆในชุมชน เป็นตัวอย่างและปรับใช้ในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดโรคก่อนวัยอันควร ทั้งนี้การสร้างโอกาสดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การใช้แนวทางที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในชุมชนด้วยตนเอง ซึ่งอาจต้องรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง โดยใช้หลัก 3อ 2ส 1ฟ 1น เช่น ลดอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม รับประทานผักผลไม้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นทำจิตใจให้สงบ ลด ละ เลิกบุหรี่และสุรา แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งๆละ 1 นาที รวมถึงการเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกระบวนการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม สอดคล้องกันไปอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสะเตงนอก ได้ตระหนักถึงการเปิดโอกาสในการสร้างสุขภาวะของ ประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมาย จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 2562 โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนทุกกลุ่ม เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนวิถีด้านสุขภาวะและพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ลดปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวและพัฒนาหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรค ส่งผลต่อการมีสุขภาพดีถ้วนหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. 1.เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแก่กลุ่มเป้าหมายที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
  2. 2.เพื่อส่งเสริมป้องกันและควบคุมโรคสำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายตามมาตรฐานงานโรคเรื้อรัง 6 องค์ประกอบ
  3. 3.เพื่อติดตามประเมินผลประชากรกลุ่มเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพป้องกันภาวะแทรกซ้อนและควบคุมโรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมที่ 1 อบรมให้ความรู้
วิธีดำเนินการ

2.1 ขั้นเตรียมการ -ประสานงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน และกลุ่มเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ - จัดเตรียมสถานที่และจัดเตรียมกลุ่มเป้าหมาย 2.2 ขั้นดำเนินการ
- ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมโครงการ - ตรวจสุขภาพแก่กลุ่มเป้าหมาย - อบรมให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และควบคุมโรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง เรื่อง “พฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน” และ“การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ 2ส 1ฟ 1น.” - จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการควบคุมโรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง 2.3 ขั้นประเมินผล - ประเมินผู้เข้าร่วมอบรม ตอบแบบสอบถาม
- ติดตามตรวจสุขภาพน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตสูง 2.4 ขั้นสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. กลุ่มเป้าหมายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตได้ดี
  2. กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค