โครงการโยคะยืดเหยียด ลดภาวะออฟฟิศซินโดรม
โครงการโยคะยืดเหยียด ลดภาวะออฟฟิศซินโดรม
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการโยคะยืดเหยียด ลดภาวะออฟฟิศซินโดรม | |
| รหัสโครงการ | 65-L7257-1-10 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองคอหงส์ | |
| วันที่อนุมัติ | 24 กุมภาพันธ์ 2565 | |
| ปี | 2565 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 24 กุมภาพันธ์ 2565 - 30 กันยายน 2565 | |
| งบประมาณ | 28,900.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางอรวรรณ วัฒนกุล | |
| พื้นที่ดำเนินการ | จังหวัดสงขลา |
- ร้อยละของสมาชิกที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ขนาด 50.00
- ร้อยละของสมาชิกในโครงการมีความรู้ในเรื่องการดูแลตัวองเรื่องการรับประทานอาหารแบบ IF /Keto ขนาด 40.00
- ร้อยละของสมาชิกในโครงการมีความเสี่ยงในโรคเรื้อรัง ขนาด 70.00
การทำงานที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการนั่งทำงานในสำนักงาน เป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถส่งผลต่อความเจ็บป่วยทางร่างกายโดยไม่รู้ตัว อาทิ ปวดตา ตาแห้ง ปวดหลัง ปวดคอ ปวดแขน ปวดร้าวไปทั้งต้นขา เป็นต้น จนต้องไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรักษาและบำบัด ซึ่งนอกจากใช้เวลานานพอควรกว่าร่างกายจะกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วยังทำให้เสียเวลา และเสียเงินทองอีกด้วย
การนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ส่งผลถึงการเผาผลาญของร่างกายลดลง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น การรับประทานอาหารที่เร่งรีบ ทำให้ทานอาหารได้ปริมาณมาก ส่งผลต่อน้ำหนักตัว รอบเอว ข้อเข่า อาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆของร่ายกาย
ด้วยเหตุที่โยคะ สามารถเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเองได้เพราะเป็นศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน จนนำไปสู่สมาธิได้ และเป็นเครื่องมือที่ผู้ที่ฝึกฝนจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง และนำไปถ่ายทอดสอนผู้อื่นต่อได้ด้วย
โยคะ (Yoga) ภาษาสันสกฤตมีหลายความหมายซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รวมความคือ “ความอุตสาหะ ความบากบั่นการเชื่อมกันความสัมพันธ์สมาธิ” โยคะถือกำเนิดในประเทศอินเดียก่อนสมัยพระเวทประมาณ 2000 และ1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน)โยคะได้พัฒนาอย่างเป็นระบบมีหลายสำนัก การฝึกปฏิบัติ และเป้าหมายที่หลากหลายทั้งในศาสนาฮินดู พุทธ และเชน แต่ลำดับการเขียนเป็นตำราโยคะไม่ชัดเจน จนนักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่า ปตัญชลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน เขาเขียนสูตรของการฝึกโยคะเป็นหัวข้อ 8 หัวข้อสั้นๆ หัวข้อเหล่านี้เชื่อว่าได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียกว่า โยคินี ส่วนผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) การฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามแบบของโยคะ และมีการสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ คลายความเครียด ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น
ในปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น โยคะจึงเป็นศาสตร์องค์รวมสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรเทาความอ่อนล้าและความเจ็บปวดจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ได้ อีกทั้งยังช่วยทำให้ท่านมีพลังในการทำงานมากขึ้นหากได้รับการเรียนรู้อย่างถูกหลักวิชาการและนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง
- เพื่อลดอาการออฟฟิคซินโดรมในวัยทำงาน
- เพื่อให้สมาชิกในโครงการมีความรู้ในเรื่องการดูแลตัวองเรื่องการรับประทานอาหารแบบ IF /Keto
- เพื่อลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังในวัยทำงาน
- ให้ความรู้เรื่องศาสตร์โยคะเพื่อบำบัดออฟฟิคซินโดรม การรับประทานอาหารแบบ IF/Keto
- โยคะยืดเหยียดลดออฟฟิคซินโดรม
- สมาชิกในโครงการมีภาวะออฟฟิคซินโดรม ลดลง
- สมาชิกในโครงการมีมวลกระดูกที่เพิ่มขึ้น
- สมาชิกในโครงการมีค่า BMI ลดลง
- สมาชิกในโครงการสามารถนำความรู้ที่ได้รับกลับไปปฏิบัติดูแลตัวเองที่สำนักงาน ที่บ้านได้ถูกต้อง