โครงการศิลปะบำบัดด้วยการปั้น โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านตันหยงมะลิ) ประจำปี 2566
โครงการศิลปะบำบัดด้วยการปั้น โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านตันหยงมะลิ) ประจำปี 2566
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการศิลปะบำบัดด้วยการปั้น โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านตันหยงมะลิ) ประจำปี 2566 | |
| รหัสโครงการ | 66-L6961-2-08 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านตันหยงมะลิ) | |
| วันที่อนุมัติ | 30 มกราคม 2566 | |
| ปี | 2566 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 6 กุมภาพันธ์ 2566 - 31 มีนาคม 2566 | |
| งบประมาณ | 33,960.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางสาวจันทร์เพ็ญ จริงจิตร | |
| พื้นที่ดำเนินการ | โรงเรียนเทศบาล 2(ตันหยงมะลิ) |
- ร้อยละของนักเรียนที่ไม่ออกกำลังกาย ขนาด 30.00
- ร้อยละของนักเรียนที่ไม่มีสมาธิในการเรียน ขนาด 15.00
ศิลปะบำบัด พัฒนาสุขภาพจิต สร้างเสริมความคิด โดยกระบวนการทางศิลปะบำบัดนั้นจะช่วยดูแลสภาพจิตใจของคนเราได้อย่างไรบ้าง เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ลักษณะของความคิดที่มีหลายมิติ สามารถคิดได้กว้างไกล ไร้กรอบและขอบเขต ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ช่วยให้มีความคิดแปลกใหม่เกิดการนำความรู้เดิมมาดัดแปลงให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ ความคล่องแคล่ว ช่วยให้เกิดความคิดที่รวดเร็ว ไม่ซ้ำในเรื่องเดียวกัน ไม่หมกมุ่น นำมาซึ่งการพูดและการกระทำที่คล่องแคล่ว ความยืดหยุ่น ช่วยให้เกิดความคิดที่หลากหลายมุมมอง ไม่ยึดติด ไม่ซ้ำรูปแบบกรอบความคิดแบบเดิมๆ ความละเอียดลออ ช่วยให้มีความพิถีพิถันในการทำสิ่งต่าง ๆ ช่างสังเกตในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามโดยความคิดสร้างสรรค์ทั้ง 4 ข้อนี้จะนำไปสู่การคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ และบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ใหม่ แล้วสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่หรืออาจส่งผลให้เกิดเป็นนวัตกรรมตามมาได้ ช่วยแก้ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ ศิลปะจะทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจได้ระบายความคับข้องใจหรือความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ในใจผ่านงานด้านศิลปะอันหลากหลาย จึงช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ลดความขุ่นมัวในใจ เข้าใจและรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ของตนเองได้ดีขึ้น สามารถยับยั้งและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นด้วย เสริมสร้างทักษะสังคม โดยการทำกิจกรรมศิลปะร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้รู้จักการรอคอย ผลัดกันทำและได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความต้องการของตนเอง และสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นผ่านงานศิลปะ ทำให้กล้ามเนื้อมีการพัฒนาและการเคลื่อนไหวที่ดี ศิลปะตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างมีอิสระและเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาของกล้ามเนื้อ โดยสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้จากข้อมูลของศิลปะบำบัดในประเทศไทยพบว่า ส่วนใหญ่มักถูกมองเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ โดยเฉพาะกับเด็กพิเศษหรือเด็กที่เป็นออทิสติก สมาธิสั้น แถมยังถูกนำมาใช้ประโยชน์น้อยมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งต่างกับในต่างประเทศที่ได้มีการนำศิลปะบำบัดมาใช้อย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งกับบุคคลทั่วไป เพราะเขาถือว่าศิลปะบำบัดเป็นการระบายออกทางอารมณ์ที่ดีทางหนึ่ง และตามความเป็นจริงแล้วศิลปะบำบัดไม่ได้เป็นเครื่องมือเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่กับคนปกติเองไม่ว่าจะเป็นวัยใดหรือเพศใดก็สามารถนำศิลปะบำบัดมาใช้ประโยชน์ได้กับชีวิตและจิตใจเช่นเดียวกัน งานศิลปะจึงเป็นศาสตร์วิชาแขนงหนึ่งที่นับว่าให้ประโยชน์อย่างมากหากรู้จักนำมาใช้ให้ถูกต้อง
- เพื่อฝึกให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนรู้
- เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
- เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
- เพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดีขึ้นจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
- ศิลปะบำบัดด้วยการปั้น
- นักเรียนมีสมาธิในการเรียนรู้มากขึ้น
- นักเรียนได้รับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ถูกต้อง
- นักเรียนมีทักษะด้านสังคมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
- นักเรียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดีขึ้นจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ