กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประจำปี 2566

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประจำปี 2566
รหัสโครงการ 66-L6961-1-19
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก
วันที่อนุมัติ 30 มกราคม 2566
ปี 2566
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 กุมภาพันธ์ 2566 - 31 กรกฎาคม 2566
งบประมาณ 48,700.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายอาแว ยูไฮ
พื้นที่ดำเนินการ เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ประเด็น
แผนงานเผชิญภัยพิบัติและโรคระบาด
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

โรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue fever: DF) นับเป็นโรคอุบัติใหม่ เมื่อพบการระบาดที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2501 ภายหลังจากระบาดที่มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2496 - 2497มีจำนวนผู้ป่วยประมาณ 2,000 กว่าราย และมีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 14 ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย มียุงลายบ้านเพศเมียเป็นพาหะนำโรค และในชนบทบางพื้นที่จะมียุงลายสวนเป็นพาหะนำโรคร่วมกับยุงลายบ้าน มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี มีการแพร่กระจายของเชื้ออย่างกว้างขวาง โดยสาเหตุของโรคไข้เลือดออกมาจากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3, DENV-4 เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่มีระยะไข้สูงซึ่งมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุงและเพิ่มจำนวน จากนั้นเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย และเมื่อยุงลายที่มีเชื้อกัดคนทำให้เกิดอาการของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีผื่น แดงตามร่างกาย อาจมีอาการคัน ตาแดง ท้องเดิน คลื่นไส้อาเจียน และชัก ส่วนใหญ่เด็กมีอาการน้อยกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะมีอาการปวดข้อ อาจพบข้ออักเสบและมีอาการปวดนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ซึ่งผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก และโดยทั่วไปอาการของโรคในครั้งที่สองมักจะรุนแรงกว่าครั้งแรก เนื่องจากไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของชุมชนเมืองและ การคมนาคมที่สะดวกขึ้น ทำให้การแพร่กระจายของโรคไข้เลือดออกเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตของคนจากโรคติดต่อเพิ่มขึ้นทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ จนไปถึงผู้สูงอายุ
ผลจากการดำเนินงานภายใต้แผนงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้มีการจัดทำรายงานสถานการณ์โรคติดต่อนำโดยยุงลายเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2560-2564 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดในปีพ.ศ. 2562 ถึง 131,157 ราย และลดลงตามลำดับ ซึ่งในปี พ.ศ. 2564 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก จำนวน 10,617 ราย อัตราป่วย 16.04 ต่อประชาชนแสนคน ลดลงจากปีพ.ศ. 2563 ร้อยละ 85.31 และมีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย อัตราป่วยตายเท่ากับ 0.06 ต่อประชากรแสนคน โดยสถานการณ์โรคตั้งแต่ 1 มกราคม – 20 กรกฎาคม 2565 มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออก จำนวน 11,027 ราย อัตราป่วย 16.61 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 ราย อัตราป่วยตายเท่ากับ 0.06 และจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อับดับแรก คือ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน เชียงใหม่ ศรีสะเกษ ราชบุรี พิษณุโลก นครปฐม มหาสารคาม และชัยนาท ตามลำดับ สำหรับภาคใต้ มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกปัจจุบัน ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 พฤศจิกายน 2565 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วย 2,648 ราย อัตราป่วย 27.90 ต่อประชาชนแสนคน เสียชีวิต 2 ราย อัตรา ป่วยตายเท่ากับ 0.02 ต่อประชากรแสนคน โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุดในภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส สงขลา ตรัง ปัตตานี และพัทลุง
จากข้อมูลข้างต้น พบว่า ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 กรกฎาคม 2565 จังหวัดนราธิวาสมีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงที่สุดของภาคใต้มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก 491 ราย อัตราป่วย 60.64 ต่อประชากรแสนคน สำหรับพื้นที่อำเภอ สุไหงโก-ลก มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 53 ราย อัตราป่วย 68.65 ต่อประชากรแสนคน แยกเป็นรายตำบลที่พบการระบาดมากที่สุด ได้แก่ ตำบลปูโยะ ตำบลปาเสมัส ตำบลสุไหงโก-ลก และตำบลมูโนะ อัตราป่วย 177.15, 89.51, 57.23, และ29.62 ต่อประชาชนแสนคน ตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ตำบลสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นตำบลที่มีขนาดใหญ่ บ้านเรือนที่ประชากรอาศัยอยู่มีลักษณะอยู่ชิดติดกันทั้งชุมชน ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ แต่จากผลการดำเนินการยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ กล่าวคือ ยังคงมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก และแนวโน้มการระบาดที่มากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้น มาตรการที่สำคัญที่ใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกให้ได้ผลดีนั้น คือการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรค โดยการกำจัดแหล่งโรค จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และป้องกันบุคคลไม่ให้ติดเชื้อหรือเกิดโรค การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เป็นกลวิธีที่มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเป็นการกระตุ้นเตือนบุคคลในชุมชน ในการตระหนักและเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหา ชุมชนร่วมปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยและบริเวณข้างเคียง พร้อมแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ร่วมลงพื้นที่ในการป้องกันโรค ให้สุขศึกษา จะทำให้การป้องกันและควบคุมโรคได้ผลดียิ่งขึ้นและยั่งยืน

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. เพื่อลดอัตราป่วย และอัตราตายด้วยโรคไข้เลือดออก
  2. เพื่อให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการควบคุมป้องกันไข้เลือดออก
  3. เพื่อส่งเสริมให้อาสาสมัครประจำบ้านมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. จัดเวทีพัฒนารูปแบบการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน จำนวน 1 ชุมชน
  2. อบรมอาสาสมัครประจำบ้านกำจัดลูกน้ำยุงลาย
  3. ประชุมถอดบทเรียน (AAR)
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. ลดอัตราป่วย และอัตราตายด้วยโรคไข้เลือดออก
  2. มีภาคีเครือข่ายในการควบคุมป้องกันไข้เลือดออก เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชน องค์กรและหน่วยงานในท้องถิ่น ในการดำเนินกิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลายในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก
  3. อาสาสมัครประจำบ้านมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น