โครงการคนบาโงยซิแนใส่ใจฟันดี ปี 2567
โครงการคนบาโงยซิแนใส่ใจฟันดี ปี 2567
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการคนบาโงยซิแนใส่ใจฟันดี ปี 2567 | |
| รหัสโครงการ | L4147-01-02 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลีมาปูโร๊ะ | |
| วันที่อนุมัติ | 21 พฤษภาคม 2567 | |
| ปี | 2567 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 3 มิถุนายน 2567 - 30 กันยายน 2567 | |
| งบประมาณ | 46,150.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายอโนชา เหละดุหวี | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลบาโงยซิแน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา |
- นักเรียนชั้น ป.1-6ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพช่องปาก ขนาด 90.00
- นักเรียนชั้น ป.4-6 ได้รับการเคลือบฟลูออไรด์เจล ขนาด 80.00
- นักเรียนชั้น ป.4-6 ได้รับการอบรมให้ความรู้ด้านทันตสุขภาพและฝึกทักษะการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ขนาด 80.00
- เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.1-6 ที่มีปัญหาทันตสุขภาพได้รับบริการทันตกรรม ขนาด 20.00
- เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงหลังคลอด ได้รับการฝึกทักษะการแปรงฟันได้อย่างถูกวิธี ขนาด 30.00
ปัญหาด้านทันตสุขภาพเป็นปัญหาที่พบมากในนักเรียนประถมศึกษาเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆทีพบในกลุ่มวัยเดียวกันและปัญหาทันตสุขภาพนั้นนอกจากจะมีผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากเด็กแล้วยังมีผลต่อการเรียนและพัฒนาการของเด็กด้วย นักเรียนประถมศึกษาอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีฟันแท้ขึ้นใหม่ๆ ลักษณะรูปร่างฟันมีหลุมร่องฟันลึก ทำให้เด็กมีฟันผุได้ง่าย นอกจากอุปนิสัยของเด็กที่ชอบรับประทานหวาน ตลอดจนจนมีข้อจำกัดในเรื่องความสามารถในการดูแลช่องปากด้วยตนเอง ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุและโรคในช่องปากได้ง่าย หากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีพอ โรคในช่องปากเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้และสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับ การเริ่มต้น ส่งเสริมตั่งแต่วัยเด็ก การฝึกฝนให้เด็กมีทันตสุขนิสัยที่ดีและส่งเสริมและป้องกันรวมทั้งการบำบัดรักษาในระยะเริ่มแรก ของการเป็นโรคจะช่วยป้องกันฟันผุและควบคุมโรคในช่องปากของตนเองได้ จากการตรวจสภาวะช่องปากของนักเรียนชั้น ป 1-6 พบว่าเด็กนักเรียนทั้งหมด 735 คน มีฟันแท้ผุ 302คน คิดเป็นร้อยละ 41.08 มีเหงือกอักเสบ 80 คน คิดเป็นร้อยละ 10.88 นักเรียนชั้น ป.1 -3 อัตราการเกิดฟันผุ น้อยกว่าช่วงชั้น ป.4 -6 เนื่องจากช่วงชั้นป1.-3 ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านลีมาปูโร๊ะ ได้ทำการเคลือบหลุมร่องฟันในฟันกรามแท้ซี่แรกให้กับเด็กนักเรียนทุกรายที่มีฟันแท้ขึ้นตั่งแต่ ป.1และในช่วงชั้น ป4. เป็นช่วงที่มีการพลัดเปลี่ยนฟันแท้ ทำให้การดูแลในช่วงดังกล่าวลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องเน้นการส่งเสริม ป้องกัน การเกิดฟันผุ โดยเน้นการแปรงฟันที่ถูกวิธี และให้เด็กเข้าถึงฟลูออไรด์เพื่อลดโรคฟันผุ การดำเนินโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพ ในโรงเรียนประถมศึกษาในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านลีมาปูโร๊ะ ได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการด้านการส่งเสริม ป้องกัน และ รักษา สุขภาพช่องปากของนักเรียน และมีการปรับกิจกรรมดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น การดำเนินการจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ จากครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีการแปรงฟันที่ถูกวิธีและสมำ่เสมอทั้งที่บ้านและทีโรงเรียน ควบคู่ไปกับให้บริการรักษาทันตกรรมตามความเหมาะสม นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านลีมาปูโร๊ะ ได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริม ป้องกัน รักษา ในทุกกลุ่มวัยแล้วนั้น กลุ่มที่พบปัญหาทันตสุขภาพลำดับรองจากนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา คือกลุ่มหญิงตั้งครรถ์ โดยได้ทำการตรวจฟันหญิงตั้งครรภ์ทุกวันอังคาร และวันพุธ ในคลีนิกฝากครรภ์ พบว่า หญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีเหงือกอักเสบและมีหินน้ำลาย บางรายพบฟันผุจำนวนหลายซี่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโฮโมนในร่างกาย บางรายมีอาการแพ้ท้อง บางรายอาเจียน ทำให้การรักษาทันตกรรมค่อนข้างยากนอกจากนี้การให้บริการรักษาทันตกรรมในหญิงตั้งครรภ์มีข้อจำกัด คือ สามารถให้บริการทันตกรรมได้ตอนอายุครรภ์ 4 - 6 เดือน เท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นการแปรงฟันที่ถูกวิธีควบคู่กับการรักษาทันตกรรม เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์มีสุขภาพช่องปากที่ดีตลอดไป
- นักเรียนชั้น ป.1-6ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 100
- นักเรียนชั้น ป.4-6 ได้รับการเคลือบฟลูออไรด์เจลร้อยละ 80
- นักเรียนชั้น ป.4-6 ได้รับการอบรมให้ความรู้ด้านทันตสุขภาพและฝึกทักษะการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร้อยละ 80
- เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.1-6 ที่มีปัญหาทันตสุขภาพได้รับบริการทันตกรรม ร้อยละ 20
- เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงหลังคลอด ได้รับการฝึกทักษะการแปรงฟันได้อย่างถูกวิธี
- อบรมให้ความรู้ด้านทันตสุขภาพและฝึกทักษะการแปรงฟันอย่างถูกวิธีและเคลือบฟลูออไรด์เจล ในนักเรียนชั้น ป4-6
- หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงหลังคลอด ได้รับการฝึกทักษะการแปรงฟันโดยทันตบุคลากร สาธิตการแปรงฟันแบบตัวต่อตัว
อัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็กประถมศึกษาลดลง
หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงหลังคลอด สามารถดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและลูกได้