โครงการออกกำลังกายด้วยการรำไทย 4 ภาค ช่วยพัฒนาร่างกายและสมอง
โครงการออกกำลังกายด้วยการรำไทย 4 ภาค ช่วยพัฒนาร่างกายและสมอง
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการออกกำลังกายด้วยการรำไทย 4 ภาค ช่วยพัฒนาร่างกายและสมอง | |
| รหัสโครงการ | 68-L8291-02-27 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ชมรมผู้สูงอายุเทศบาลตำบลย่านตาขาว | |
| วันที่อนุมัติ | 22 เมษายน 2568 | |
| ปี | 2568 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มิถุนายน 2568 - 30 กันยายน 2568 | |
| งบประมาณ | 28,890.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายพงศกร ต่อสกุล ประธานชมรมผู้สูงอายุเทศบาลตำบลย่านตาขาว | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง |
ปัจจุบันรูปแบบของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ มีอยู่หลากหลายประเภท ล่าสุด “การฟ้อนรำ 4 ภาค” ตามท่วงทำนองดนตรีพื้นบ้าน ก็ถูกนำมาใช้ในการเอกเซอร์ไซส์ เพื่อสร้างความแข็งแรง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้กับคนสูงวัย ที่สำคัญยังเป็นรูปแบบของการโยกย้ายส่ายสะโพก ที่คนรุ่นปู่ย่าตายายค่อนข้างถนัดและไม่รู้สึกขัดเขิน เมื่อต้องมายืนออกกำลังในที่สาธารณะ แถมบางรายยังบอกว่าดีเสียอีก เพราะอย่างน้อยลูกๆ หลานๆ จะได้ชื่นชมท่าร่ายรำที่เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นตายายยังสาว เพื่ออนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย มีข้อมูลเกี่ยวกับการเอกเซอร์ไซส์ด้วยท่าฟ้อนรำ ที่ช่วยลดโรค “NCD” หรือโรคไม่ติดต่อรื้อรังในคนสูงวัย อธิบายว่า “สำหรับการเลือกออกกำลังกาย ด้วยการ “ฟ้อนรำ4ภาค”เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง แน่นอนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ข้อต่อต่างๆ ตลอดจนกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายได้ทำงานเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นท่าทางฟ้อนรำแบบไหน เช่น การฟ้อนรำที่ประยุกต์เรื่องนาฏศิลป์เข้าไป ซึ่งเรียกได้ว่าทุกๆ รูปแบบของการออกกำลังกายด้วยท่าร่ายรำ ล้วนมีประโยชน์ต่อผู้สูงวัยแทบจะทั้งสิ้น เพราะแน่นอนว่าคนวัยเก๋าจะได้ใช้ทั้งหัว ตา ไหล่ แขน มือ นิ้ว ลำตัวที่ต้องโยกย้ายไปตามเสียงเพลง รวมถึงการเคลื่อนไหวหัวเข่า ขณะที่ต้องสลับขาเปลี่ยนท่า เรียกว่าได้ออกกำลังแทบทุกส่วน ส่วนระยะเวลาของการฟ้อนรำเพื่อสุขภาพที่เหมาะสม อันดับแรกก็ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้สูงวัยแต่ละท่าน หรือถ้าเป็นไปได้ก็แนะนำให้ออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาที (คิดเป็นวันละ 30 นาที) หรือจะออกกำลังกายแบบสะสมก็ได้เช่นกัน เช่น ออกกำลังครั้งละ 10 นาที จากนั้นก็เปลี่ยนอิริยาบถไปทำงานบ้านอย่างอื่นและมาออกต่อก็ได้ และจะเอกเซอร์ไซส์แบบรวดเดียว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก็ได้เช่นกัน หรือจะใช้วิธีง่ายๆ ว่าควรออกกำลัง เพื่อให้ชีพจรในร่างกาย ทำงานมากกว่าปกติ หรือชีพจรเต้นให้ได้ 80-90 ครั้งต่อนาที จากที่เคยเต้นอยู่ที่ 50-60 ครั้งต่อนาที เพราะจะทำให้หัวใจทำงานได้มากขึ้น ก็จะทำให้เลือดลมสูบฉีดและไหลเวียนได้ดี ก็จะไปเลี้ยงส่วนต่าง รวมถึงสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนั้นร่างกายก็จะแข็งแรง ทางชมรมผู้สูงอายุเทศบาลตำบลย่านตาขาวได้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย“การฟ้อนรำ4ภาค”ซึ่งเป็นการอนุรักษ์นาฎศิลป์ไทย เช่น ภาคเหนือ ฟ้อนร่ม ภาคกลาง ฟ้อนรำเกี่ยวข้าว ฟ้อนเซิ้งกระติ๊บข้าว ภาคใต้ ฟ้อนรำคารีกีปัส ให้อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป
- เพื่อให้ผู้สูงอายุมีความรู้เรื่องการฟ้อนรำ 4 ภาค อย่างถูกต้อง
- เพื่อทำให้สมองได้ใช้งานในการจดจำท่าทางในการรำ ป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
- กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการฟ้อนรำของแต่ละภาค
- กิจกรรมทบทวนการฟ้อนรำของแต่ละกลุ่ม
- ติดตามผลการฝึกอบรม จำนวน 3 วัน เพื่อฝึกฝนฟ้อนรำอย่างต่อเนื่อง
ผู้สูงอายุได้รับความสนุกสนานและเพื่อสร้างความแข็งแรง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้กับคนสูงอายุ ที่สำคัญยังเป็นรูปแบบของการโยกย้ายส่ายสะโพก ด้วยท่าฟ้อนรำ ที่ช่วยลดโรค “NCD” หรือโรคไม่ติดต่อรื้อรังในคนสูงอายุป้องกันการหกล้ม การฟ้อนรำที่ประยุกต์เรื่องนาฏศิลป์จะทำให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้เด็กได้รักษาสืบไป