กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงสุขภาพประชาชนจากภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยง ด้วยสมุนไพรรางจืด ประจำปี 2569

กองทุนสุขภาพตำบล อบต.ชะมวง

โครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงสุขภาพประชาชนจากภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยง ด้วยสมุนไพรรางจืด ประจำปี 2569

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงสุขภาพประชาชนจากภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยง ด้วยสมุนไพรรางจืด ประจำปี 2569
รหัสโครงการ 69-50105-02-06
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ ชมรมอสม.รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา
วันที่อนุมัติ 4 กุมภาพันธ์ 2569
ปี 2569
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 มกราคม 2569 - 30 กันยายน 2569
งบประมาณ 15,225.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางโสภา ขวัญแก้ว
พื้นที่ดำเนินการ
ประเด็น
แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง , แผนงานมลพิษจากสิ่งแวดล้อม
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล
  1. ร้อยละของปะชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีผลสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ขนาด 36.00

ประชากรในเขตรับผิดชอบ รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมรองลงมาคือรับจ้างทั่วไป การทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบูท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมองผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้น หมู่ที่ 3,12,14,15 และ 16 ตำบลชะมวง มีจำนวน 1,124 หลังคาเรือน มีประชากร 3,172 คน ประชากรในวัยแรงงานส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำสวนยางพาราปาล์มน้ำมัน ทำสวนผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชจากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าเกษตรกรในตำบลชะมวง ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง และจากการตรวจเลือดประชาชนในพื้นที่ ปี 2568 มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ จำนวน 50 คนพบว่ามีผลการตรวจครั้งที่ 1 ไม่ปลอดภัย จำนวน 8 คน เสี่ยง จำนวน 1 คน และปลอดภัย จำนวน 41 คน และผลตรวจครั้งที่ 2 มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ จำนวน 9 คนพบว่ามีผลการตรวจ เสี่ยง จำนวน 5 คน และปลอดภัย จำนวน 4 คน สามารถลดคนที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัยมาอยู่ในระดับเสี่ยงได้ 1 คน ดังนั้นชมรมอสม.รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพประชาชนใน หมู่ที่ 3,12,14,15 และ 16 ตำบลชะมวง จึงได้จัดทำโครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของประชาชนจากการสัมผัสสารเคมี ประจำปี 2569 ขึ้นเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. อัพเดทฐานข้อมูลของประชาชนที่สัมผัสสารเคมีให้เป็นปัจจุบัน
  2. เพื่อให้ประชาชนมีความรู้และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองที่ถูกต้อง
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. กิจกรรมค้นหากลุ่มเป้าหมาย
  2. กิจกรรมเฝ้าระวังการสัมผัสสารเคมีตกค้าง และจ่ายยาสมุนไพรรางจืด
  3. ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผักกินเอง
  4. กิจกรรมตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างของประชาชนจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2
  5. จัดให้มีแหล่งเข้าถึงปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีตกค้างในเลือดของประชาชนทั่วไปกลุ่มเสี่ยง
2.ประชาชนมีทักษะและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเกิดโรคจากสารเคมี
3.ประชาชนมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง