โครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงสุขภาพประชาชนจากภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยง ด้วยสมุนไพรรางจืด ประจำปี 2569
-
นายวิชาญ เลาแก้วหนู
-
นางพิศมัย ชัยฤทธิ์
-
นางอุบล กั้งยอด
-
นางโสภา ขวัญแก้ว
-
นายวิชิต อินทร์บัว
-
ร้อยละของปะชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีผลสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย36
ประชากรในเขตรับผิดชอบ รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมรองลงมาคือรับจ้างทั่วไป การทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบูท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมองผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้น หมู่ที่ 3,12,14,15 และ 16 ตำบลชะมวง มีจำนวน 1,124 หลังคาเรือน มีประชากร 3,172 คน ประชากรในวัยแรงงานส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำสวนยางพาราปาล์มน้ำมัน ทำสวนผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชจากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าเกษตรกรในตำบลชะมวง ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง และจากการตรวจเลือดประชาชนในพื้นที่ ปี 2568 มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ จำนวน 50 คนพบว่ามีผลการตรวจครั้งที่ 1 ไม่ปลอดภัย จำนวน 8 คน เสี่ยง จำนวน 1 คน และปลอดภัย จำนวน 41 คน และผลตรวจครั้งที่ 2 มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ จำนวน 9 คนพบว่ามีผลการตรวจ เสี่ยง จำนวน 5 คน และปลอดภัย จำนวน 4 คน สามารถลดคนที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัยมาอยู่ในระดับเสี่ยงได้ 1 คน ดังนั้นชมรมอสม.รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพประชาชนใน หมู่ที่ 3,12,14,15 และ 16 ตำบลชะมวง จึงได้จัดทำโครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของประชาชนจากการสัมผัสสารเคมี ประจำปี 2569 ขึ้นเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป
-
อัพเดทฐานข้อมูลของประชาชนที่สัมผัสสารเคมีให้เป็นปัจจุบัน90100
ผู้ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้รับการตรวจคัดกรองสารเคมีในเลือด ร้อยละ 100
-
เพื่อให้ประชาชนมีความรู้และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองที่ถูกต้อง90100
ประชาชนมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมค้นหากลุ่มเป้าหมาย
ประชุมชี้แจงโครงการในที่ประชุมประจำเดือน อสม. เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมาย -ไม่ใช้งบประมาณ
9 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569ผลผลิต -ได้กลุ่มเป้าหมายตามที่กำหนด
ผลลัพธ์ - กลุ่มเป้าหมายได้เข้าร่วมโครงการ
0 บาท -
กิจกรรมเฝ้าระวังการสัมผัสสารเคมีตกค้าง และจ่ายยาสมุนไพรรางจืด
ตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างของกลุ่มเป้าหมาย ครั้งที่ 1
วิทยากรให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากสารเคมีในชีวิตประจำวัน ดังนี้ -เรื่องการรับสัมผัสและผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
-ชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
-วิธีป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
-การล้างผักผลไม้ที่ถูกต้องช่วยลดสารเคมีได้มากที่สุด
-การปลูกผักสวนครัว
ค่าใช้จ่าย
1. ค่าจ้างเหมาเจาะเลือดหาสารเคมีจำนวน 50 คน คนละ 50 บาท เจาะครั้งที่ 1 เป็นเงิน 2,500 บาท
2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม รวมผู้จัด จำนวน 55 คน จำนวน 1 มื้อๆ ละ 25 บาทเป็นเงิน 1,375 บาท
3. ค่าสมนาคุณวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาทจำนวน 3 ชั่วโมง เป็นเงิน 1,800 บาท
4. จ่ายสมุนไพรรางจืดให้กลุ่มเป้าหมายที่พบผลเลือดในระดับ เสี่ยงและไม่ปลอดภัย23 เมษายน 2569 ถึง 21 กันยายน 2569ผลผลิต -ผู้เข้าร่วมได้รับการคัดกรองตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด และได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากสารเคมีตกค้าง ผลลัพธ์ -ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้่ไปปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงของการมีสารเคมีตกค้างได้
5675 บาท -
จัดให้มีแหล่งเข้าถึงปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน
1.ให้ความรู้การจัดทำปุ๋ยอินทรีย์ 50 คน
- ค่าวัสดุในการจัดทำปุ๋ย 3,000 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร3 ชม.ๆละ 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 50 คน ๆละ 25 บาท เป็นเงิน 1,250 บาท19 มิถุนายน 2569 ถึง 17 สิงหาคม 2569ผลผลิต - กลุ่มประชาชนเข้าร่วมเรียนรู้การทำปุ๋ยอินทรีย์50 คน ผลลัพธ์ - มีแหล่งเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน 1 แห่ง
6050 บาท -
ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผักกินเอง
สนับสนุนพันธุ์ผักให้ประชาชน จำนวน 1,000 บาท ประกวดเมนูสุขภาพและติดตามเยี่ยมแปลงผักเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ
1 พฤษภาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผลผลิต - ประชาชนที่ร่วมโครงการได้รับพันธ์ผักทุกคน ผลลัพธ์ - ประชาชนที่ร่วมโครงการ ได้บริโภคผักปลอดภัย
1000 บาท -
กิจกรรมตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างของประชาชนจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2
ตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างของประชาชนจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2
ค่าใช้จ่าย
1. ค่าจ้างเหมาเจาะเลือดหาสารเคมีจำนวน 50 คน คนละ 50 บาท เป็นเงิน 2,500 บาท12 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569กลุ่มเสี่ยงที่พบมีความเสี่ยงผิดปกติจากการตรวจครั้งที่ 1 ได้รับการตรวจคัดกรองครั้งที่ 2 ร้อยละ 100
2500 บาท
1.ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีตกค้างในเลือดของประชาชนทั่วไปกลุ่มเสี่ยง
2.ประชาชนมีทักษะและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเกิดโรคจากสารเคมี
3.ประชาชนมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง
