โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดเสี่ยงลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
| ชื่อโครงการ | โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดเสี่ยงลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน |
| ประเภทโครงการ | |
| รหัสโครงการ | 69 - L4138 – 02 – 04 |
| ประเภทการสนับสนุน | ประเภท 2 สนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคของกลุ่มหรือองค์กรประชาชน/หน่วยงานอื่น |
| หน่วยงาน/องค์กร/กลุ่มคน ที่รับผิดชอบโครงการ | กลุ่มหรือองค์กรประชาชน |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | กลุ่มจิตอาสาผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะยาวตำบลยะลา |
| วันที่อนุมัติ | 13 พฤศจิกายน 2568 |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มกราคม 2569 - 30 กันยายน 2569 |
| กำหนดวันส่งรายงาน | 30 ตุลาคม 2569 |
| งบประมาณ | 9,500.00 บาท |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นางรุสนานี มามุ |
| พี่เลี้ยงโครงการ | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ต.ยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา |
| ละติจูด-ลองจิจูด | 6.523,101.181place |
| งวด | วันที่งวดโครงการ | วันที่งวดรายงาน | งบประมาณ (บาท) | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| จากวันที่ | ถึงวันที่ | จากวันที่ | ถึงวันที่ | |||
| 1 | 9,500.00 | |||||
| รวมงบประมาณ | 9,500.00 | |||||
(ตามแนบท้ายประกาศคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคฯ พ.ศ. 2557)
| กลุ่มเป้าหมาย | จำนวน(คน) | |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกตามช่วงวัย | ||
| กลุ่มเป้าหมายจำแนกกลุ่มเฉพาะ | ||
| กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง | 70 | keyboard_arrow_down |
กิจกรรมหลักตามกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง : |
||
| สถานการณ์ปัญหา | ขนาด |
|---|
ความสำคัญของโครงการ สถานการณ์ หลักการและเหตุผล
สถิติโลก : องค์การอนามัยโลกได้ทำนายไว้ว่าในปี พ.ศ. 2573 ประชากรโลกจำนวน 23 ล้านคน จะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจโดยร้อยละ 85 อยู่ใน ประเทศกำลังพัฒนา17.5 ล้านคนของ ประชากรทั้งโลกในปี 2005 เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ซึ่ง 80% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและ เป็นประชากรกลุ่มวัยแรงงานประชากรโลกเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 17 ล้านคน หรือ คิดเป็น 48% ของการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อทั้งหมด รองลงมา คือ โรคมะเร็ง 21% โรคถุงลมโป่งพอง รวมโรคปอดเรื้อรังและ หอบหืด 12% (4.2 ล้านคน) และ โรคเบาหวาน 4% (1.3 ล้านคน)
สถิติประเทศไทย : ประเทศไทยมีภาระจากกลุ่มโรค NCDs ในสัดส่วนที่สูงกว่านานาชาติ โดยสาเหตุของ การเสียชีวิตถึง 300,000 กว่ารายในปี พ.ศ. 2552 หรือ คิดเป็น 73% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีสถิติ การเสียชีวิตและผลกระทบจาก กลุ่มโรค NCDs มากกว่าทั้งโลก ผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2552 กับกลุ่มเป้าหมาย ประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ พบว่า 21.4% เป็นโรคความดันโลหิตสูง และที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราการรับรู้ว่า ตนเองเป็น โรคความดันโลหิตสูง อัตราการเข้าถึงบริการ และอัตราการควบคุม โรคความดันโลหิตสูงได้นั้นค่อนข้างต่ำ 6.9% (3.2 ล้านคน) มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อัตราการควบคุมได้ในกลุ่ม ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงยังอยู่ในเกณฑ์ ไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะประชากร ชายที่มีน้ำตาลในเลือดสูง พบว่า 56.7% ที่รู้ตัว และมีเพียง 27.1% ที่สามารถ ควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดได้ 19.4% หรือเกือบ 9 ล้านคน มีภาวะไขมันคลอเรสเตอรอลสูง โดยผู้หญิงมีความชุก มากกว่าผู้ชาย ปี 2552 ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 3 เข้าข่ายภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนอีก 8.5% เข้าข่ายโรคอ้วน ข้อมูลการสำรวจสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยงของคนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสัดส่วนผู้ที่เป็น โรคอ้วนในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา ในชาย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี 2535-2552) ถึง 4 เท่า
สถานการณ์คนวัยทำงาน แม้ค่าสถิติการป่วยและเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs จะสูงมาก แต่แท้จริงแล้ว กลุ่มโรค NCDs นั้นสามารถ ป้องกันได้ เพราะ สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงหลักนั้น เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของตัวเรานั่นเอง อาทิซึ่งหาก เราสามารถ ลด หรือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นการลด โอกาสเสี่ยงในการเป็นกลุ่มโรค NCDs ได้ มากถึง 80% เลยทีเดียว ลดโอกาส ในการเป็นมะเร็งได้ 40% โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และโรคเบาหวาน ประเภท ที่2 ได้ถึง 80% ดังนั้น กรมอนามัยจึงเล็งเห็นว่าการกระตุ้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะเป็นวิธีลดอัตรา ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่ต้นเหตุและ มีความยั่งยืนที่สุด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในสังคมยุคปัจจุบันนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไป สาเหตุของการเจ็บป่วยอาจไม่ได้มาจากเชื้อโรคเป็นหลัก แต่กลับเป็นสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตในแต่ละวันที่สะสมจนเกิดโอกาสเสี่ยงต่อโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยปัจจุบัน 2 ใน 3 ของโรคที่เกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ ฉะนั้น จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถรู้ทิศทางสุขภาพล่วงหน้าได้ก่อน ช่วยให้มองเห็นแนวโน้มทิศทางของภาระโรคและการบาดเจ็บของคนไทยที่มีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงปีนี้ เพราะการรู้ ล่วงหน้า ย่อมทำให้เราเตรียมตัวและสามารถจัดการกับสถานการณ์ได้ดีกว่า
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก อุบัติการณ์ พยากรณ์แนวโน้มการเกิดโรค ไม่ติดต่อเรื้อรัง และศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของบุคลากรในโรงพยาบาลเบตง จังหวัดยะลา รูปแบบการศึกษาแบบ Retrospective Cohort Study กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเบตง เก็บข้อมูลทุติยภูมิโดยใช้ผลการตรวจสุขภาพประจำปี และทะเบียนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของบุคลากร ระหว่างปี พ.ศ. 2553 – 2562 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 624 ราย ระยะเวลาการทำงานเฉลี่ยในโรงพยาบาลแห่งนี้ประมาณ 11.62±9.68 ปี พบความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.64 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 22.48 ในปี 2562 ส่วนอุบัติการณ์พบว่า ในปี 2554 มีอุบัติการณ์สูงสุด ร้อยละ 5.06 ตามด้วยปี 2556 และ ปี 2553 พบอุบัติการณ์ร้อยละ 3.75 และ 3.64 ตามลำดับ การพยากรณ์การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังระหว่างปี 2563 – 2567 พบจำนวนบุคลากร
ปัจจุบัน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยะลา พบอัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานต่อพันประชากร ในปี พ.ศ. 2568 พบว่า อัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง 13.45 และพบอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน 3.74
ดังนั้น เพื่อลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยะลา จึงได้จัดทำแผนงาน/โครงการ โดยนำหลักการ ๓ อ. ๒ ส. ซึ่งประกอบด้วย ๓ อ. ได้แก่ ออกกำลังกาย อาหาร อารมณ์ ๒ ส. ได้แก่ สูบบุหรี่ สุรา และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ฐานความรู้ความเข้าใจการคำนวณ ปริมาณความต้องการต่อร่างกายในการบริโภคอาหาร จากครู ก และครู ข มาใช้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ควบคุมและป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน และสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในชุมชน
| วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จ | ขนาดปัญหา | เป้าหมาย 1 ปี | |
|---|---|---|---|
| 1 | เพื่อให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ผู้เข้ารับการการอบรมกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพ ลดโรค 3 อ. 2 ส. |
80.00 | |
| 2 | เพื่อประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ร้อยละประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ เพิ่มหรือเท่าเดิม |
95.00 |
| hourglass_emptyไม่มีกลุ่มกิจกรรม | กลุ่มเป้าหมาย (คน) |
งบกิจกรรม (บาท) |
ทำแล้ว |
ใช้จ่ายแล้ว (บาท) |
คงเหลือ (บาท) |
||
| วันที่ | กิจกรรม | 70 | 9,500.00 | 0 | 0.00 | 9,500.00 | |
| 19 ม.ค. 69 | อบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการในประชากรกลุ่มเสี่ยง | 70 | 9,500.00 | - | - | ||
| รวมทั้งสิ้น | 70 | 9,500.00 | 0 | 0.00 | 9,500.00 | ||
วิธีดำเนินการ (ออกแบบให้ละเอียด) 1. สำรวจและตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยงผู้เข้ารับการอบรม ประชาสัมพันธ์ผรับสมัครผู้ที่มีความเสี่ยง 2. ก่อนรับการอบรมในกลุ่มเป้าหมาย ประเมินภาวะ BMI วัดรอบเอว รอบสะโพก ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด(DTX)และวัดความดันโลหิต ก่อนและหลังร่วมโครงการ 3. จัดอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการในประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยใช้สื่อให้ความรู้ได้แก่ Power point แผ่นพับ บอร์ดนิทรรศการ โมเดลอาหารเป็นต้น โดยใช้หลัก 3 อ. 2 ส. แบ่งออกเป็นฐานการเรียนรู้ 4. ติดตามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงหลังได้รับการอบรม หลังอบรมทุก 1,3,6 เดือน 5. กลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงและเบาหวานจำนวน 60 คน
1.อัตราการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงลดลง
2.ประชาชนรู้ถึงวิธีการป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
3.มีเครือขาย / แกนนำด้านสุขภาพในชุมชน กลุ่มเสี่ยงได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ 2 ส และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
โครงการเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 10:09 น.