กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการบัดดี้คู่ใจ ปรับวิถีใหม่ให้สุขภาพดี

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการบัดดี้คู่ใจ ปรับวิถีใหม่ให้สุขภาพดี
รหัสโครงการ
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ ชมรมโคกเมารักสุขภาพ
วันที่อนุมัติ 6 กรกฎาคม 2569
ปี 2569
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 มิถุนายน 2569 - 30 กันยายน 2569
งบประมาณ 24,970.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางสุนีดา เจะแอ
พื้นที่ดำเนินการ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
ประเด็น
แผนงานโรคเรื้อรัง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศไทยเข้าสู่ระดับวิกฤตและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (NHES) ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๖๗-๒๕๖๘ ระบุว่ากลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทยสูงถึงร้อยละ ๗๕-๗๖ ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อปี (วิชัย เอกพลากร และคณะ, ๒๕๖๘) นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพยังเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจอย่างสูง ตัวอย่างโรคเบาหวานเพียงโรคเดียว พบว่าสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง ๓.๕ แสนล้านบาทต่อปี (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ [สสส.], ๒๕๖๗)
    สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ของจังหวัดสงขลา ซึ่งหมู่ที่ ๗ บ้านโคกเมา ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่หนึ่งที่พบสถานการณ์น่ากังวลเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพของแกนนำชุมชนหมู่ที่ ๗ บ้านโคกเมาร่วมกับข้อมูลจากคลินิกชุมชนโคกเมา พบว่า พื้นที่หมู่ที่ ๗ บ้านโคกเมา มีประชากรทั้งหมดจำนวน 3,969 คน มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี ปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ มีผู้ป่วยรายใหม่เบาหวาน จำนวน 3,11 คน ความดันโลหิตสูง จำนวน 7,29 ตามลำดับ และปี ๒๕๖๘ ยังมีกลุ่มป่วยที่เป็นเบาหวานยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ร้อยละ ๗๒.๑๙ และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ตามเกณฑ์ร้อยละ ๔๘.๗๔ (คลินิกชุมชนโคกเมา, ๒๕๖๘) แสดงถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่จะตามมาหากไม่มีการจัดการด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม     ข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการยืนยันอย่างเด่นชัดว่า การจัดการพฤติกรรมสุขภาพผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม (Lifestyle Modification) เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการ การเพิ่มกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ การจัดการความเครียดและการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า การปรับวิถีชีวิตที่เหมาะสมสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานประเภทที่ ๒ ได้มากกว่าร้อยละ ๘๐ (World Health Organization, 2024) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามวิถีชีวิตจึงเป็นมาตรการหลักในการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนและลดภาระทางเศรษฐกิจด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว     แกนนำหมู่ที่ ๗ บ้านโคกเมา ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นกลุ่มแกนนำที่มีการจัดตั้งชมรมโคกเมารักสุขภาพ และมีตระหนักถึงความสำคัญของดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โดยเฉพาะการป้องกันโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูงด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามวิถีชีวิต จึงเห็นควรจัดโครงการในครั้งนี้ขึ้นโดยมีการพัฒนาศักยภาพให้กับแกนนำเป็นทีมหลักของหมู่บ้าน และใช้รูปแบบของบัดดี้เป็นกลไกในการดำเนินงาน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต้องอาศัยแรงจูงใจและการปฏิบัติที่มีวินัยระยะยาว
    การมีบัดดี้สุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้วยการใช้ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างคู่หู มีการรับฟัง ให้คำปรึกษา และติดตามผลซึ่งกันและกัน กิจกรรมในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการใช้รูปแบบคู่บัดดี้สุขภาพที่เรียกว่า “บัดดี้คู่ใจ”ในการส่งเสริมและกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามวิถีชีวิต เพื่อเปลี่ยนจากความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะมีกระบวนที่เริ่มต้นจากการพัฒนาแกนนำให้มีทักษะที่เชี่ยวชาญ และมีการขยายผลสู่กลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มป่วยให้มาเป็นบัดดี้สุขภาพจนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการเป็นที่ปรึกษาแก่กลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มป่วย อันซึ่งจะส่งผลให้สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบการป้องกันโรคและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังของประชาชนในหมู่ที่ ๗ ได้ในอนาคต

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. แกนนำมีความรู้และทักษะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามวิถีชีวิต
  2. แกนนำสามารถขยายผลสู่กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยในชุมชนได้
  3. กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยที่ได้รับการดูแลมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
การดำเนินงาน/กิจกรรม
วิธีดำเนินการ

1.ประชุมแกนนำเพื่อชี้แจงการดำเนินงาน 2.จัดอบรมแกนนำเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นโค้ชปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ระยะเวลา 2 วัน 3.กิจกรรมฝึกทักษะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเอง 21 วัน 4.กิจกรรมฝึกปฏิบัติดูแลกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มป่วย 1 ราย
21 วัน
5.กิจกรรมประชุมสรุปผลการดำเนินงาน 6.ประเมินผลการดำเนินงาน 1.ประเมินความรู้และทักษะการเป็นโค้ชของแกนนำด้วยแบบประเมินความรู้และทักษะการปฏิบัติ 2.ประเมินผลงานด้านการฝึกปฏิบัติดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างน้อย 1 ราย ด้วยการติดตามการปฏิบัติตามที่มอบหมาย 3.ประเมินผลการปฏิบัติของกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยที่ได้รับการดูแลโดยแกนนำ โดยแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

แกนนำมีทักษะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้ เกิดเครือข่ายบัดดี้ในชุมชนที่ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ลดการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงรายใหม่และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยได้