โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเฝ้าระวังภาวะซีดและสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร
โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเฝ้าระวังภาวะซีดและสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเฝ้าระวังภาวะซีดและสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร | |
| รหัสโครงการ | 61-L3368-1(3) | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าข้าม | |
| วันที่อนุมัติ | 15 กุมภาพันธ์ 2561 | |
| ปี | 2561 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 21 พฤษภาคม 2561 - 28 กันยายน 2561 | |
| งบประมาณ | 47,000.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าข้าม | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง |
ประชากรไทยมีอาชีพพื้นฐานอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบผู้มีรายได้น้อย แต่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบู๊ท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีด ที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น ภาวะซีด โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ เป็นต้น
ประชากรในพื้นที่ หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 8 เป็นเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้าน ท่าข้าม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 90 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ ทำนา ทำไร่ ทำสวนผลไม้และสวนยางพารา ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในระดับที่รุนแรงและสูงอยู่ และจากการตรวจเลือดเกษตรกร ปี ๒๕๕7 มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ จำนวน 98 ราย พบว่ามีความเสี่ยง 56 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.14 ไม่ปลอดภัย จำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.10 และในปี 2560 มีผู้ป่วยโรคมะเร็ง 1 ราย จากประชากร 953 ราย คิดเป็นอัตรา 104.93ต่อแสนประชากร
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงว่าเกษตรกรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้าน ท่าข้าม ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้าน ท่าข้าม ได้เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรในเขตรับผิดชอบ จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เฝ้าระวังภาวะซีดและสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าข้าม ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะซีดและเจาะเลือดดูปริมาณสารเคมีตกค้างในร่างกายรวมทั้งได้รับการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป
- ดำเนินการตรวจหาภาวะซีดและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในกลุ่มเป้าหมาย
๑. ประชุม อสม. และเครือข่ายสุขภาพ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน กำหนดแผนงานการลงปฏิบัติในพื้นที่
๒. ประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเกษตรกรทราบเพื่อเตรียมกลุ่มเป้าหมาย และนัด วัน เวลา และสถานที่ในการตรวจ โดยทีม อสม.
๓. เตรียม เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจคัดกรองโดยการตรวจเลือดหาภาวะซีดและสารเคมีตกค้าง
๔. ดำเนินการตรวจหาภาวะซีดและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในกลุ่มเป้าหมาย ตามวัน และเวลาที่นัดหมาย
๕. แจ้งผลการตรวจพร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเป้าหมาย
๖. เฝ้าระวังพฤติกรรมต่อเนื่องในกลุ่มเป้าหมาย เป็นระยะเวลา 3 เดือน
๗. ตรวจเลือดซ้ำครั้งที่ 2 พร้อมนัดฟังผลและให้คำแนะนำรายบุคคล
- ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของเกษตรกรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าข้าม
- เพื่อจะได้นำข้อมูลมาใช้ในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การเฝ้าระวังและควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพของเกษตรกร 3.เกษตรกรมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้องรวมถึงการบริโภคพืชผักอย่างปลอดภัย