โครงการสุขภาพจิตกับสิทธิแห่งความเท่าเทียมในครอบครัว
โครงการสุขภาพจิตกับสิทธิแห่งความเท่าเทียมในครอบครัว
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการสุขภาพจิตกับสิทธิแห่งความเท่าเทียมในครอบครัว | |
| รหัสโครงการ | 2561 - L3306 - 2 - 11 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลคลองเฉลิม | |
| วันที่อนุมัติ | 7 กันยายน 2561 | |
| ปี | 2561 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 17 กันยายน 2561 - 26 ธันวาคม 2561 | |
| งบประมาณ | 40,000.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายฤทธิชัย พลนุ้ย | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง |
คนในสังคมทั่วไปยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ว่าการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ควรกระทำเฉพาะในงานสวัสดิการทางสังคมเท่านั้น และบางครั้งก็เข้าใจกันผิดๆ ว่า การจัดหาทรัพยากรและสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับผู้หญิงจะนำมาซึ่งความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ในทางปฏิบัติแล้ว ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ เพราะความไม่เสมอภาคระหว่างหญิงและชายนั้น ฝังรากลึกอยู่ในทุกมิติของความสัมพันธ์ในสังคมทุกสังคม โดยเฉพาะในครอบครัว
ถ้าจะกล่าวถึงคาว่า “ครอบครัว” คงหลีกหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว” ไปพร้อมๆ กัน ครอบครัวจึงอาจมีทั้งสุขและทุกข์ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มีความสมดุลหรือไม่สมดุล รวมทั้งปัจจัยภายนอก เช่น สภาพทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง ฯลฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบทบาทและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ไม่สมดุล มักเกิดจากการใช้อำนาจ การเอารัดเอาเปรียบ การ ข่มเหงรังแกระหว่างคนในครอบครัว ทั้งหญิงกับชาย และเด็กกับผู้ใหญ่ จนเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ปัญหาในเรื่องความเครียด สุขภาพจิตที่หวั่นวิตกอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ถึงขั้นเข้าสู่การรักษาภาวะโรคจิตซึ่งปรากฎการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมเสริมสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในครอบครัว เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทาให้ผู้เข้าอบรมเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักว่าสังคมไทยนั้นมีแบบแผนการเลี้ยงดู หล่อหลอม กล่อมเกลา หรือความคาดหวังที่กำหนดไว้ต่อหญิงและชายแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนั้นเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทาให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเกิดความสมดุลหรือความไม่สมดุล อันก่อให้เกิดปัญหาสังคมในภาพกว้างตามมา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โรคจิตเสื่อมโรคเครียด วิตก ปัญหาการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคทางสังคม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่จุดเริ่มต้น จึงควรมีการเรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับถึงต้นตอที่แท้จริงของปัญหา เพื่อนาไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายในครอบครัว โดยหล่อหลอมการเรียนรู้และความเข้าใจของสมาชิกในครอบครัวให้ช่วยกันขจัดบทบาทและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของทั้งหญิงและชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่งเสริมความเข้าใจว่าความเสมอภาคระหว่างหญิงชายเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ซึ่งเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ให้เกียรติ เกื้อกูล ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบและทำร้ายกัน เพื่อประโยชน์สุขของทุกคนในสังคมนั่นเอง
- เพื่อลดอัตราความรุนแรงและผู้ป่วยโรคจิตเสื่อมรายใหม่
- เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงการใช้อำนาจที่เหนือกว่าของคนในครอบครัว
- เพื่อเข้าถึงระบบการรักษาที่ถูกต้อง
- กิจกรรมละลายพฤติกรรม สร้างความคุ้ยเคย/ให้ความรู้ เสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว
๔.๑ ผู้นำสันทนาการ เป็นผู้นำทำกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมทั้งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรู้จักมากยิ่งขึ้น กิจกรรมละลายพฤติกรรมอาจเป็นกิจกกรมง่ายๆและสร้างความสนุกสนาน เช่น ให้ผู้เข้ากิจกรรมแนะนำตัวสั้นๆ การปรบมือสร้างความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในแต่ละส่วน สลับกับผู้ให้ข้อมูลหลัก ๔.๒ ผู้นำกระบวนการเวทีครอบครัว โดยดำเนินกิจกรรมด้านครอบครัว ดังนี้ ๑ โดยวิทยากรให้ความรู้ด้านบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว การสื่อสารที่ดีและวิธีแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งของครอบครัว และมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสถานการณ์ครอบครัวในชุมชนเป็นอย่างไร โดยให้บอกในด้านที่ดี และด้านที่ไม่ดีพร้อมยกตัวอย่าง และที่กำลังเป็นปัญหา พร้อมหาแนวทางแก้ไข ๒. กิจกรรมการเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว โดยกิจกรรมที่เปิดโอการให้คนในครอบครัว พ่อแม่ลุกหรือผู้ปกครองได้พูดคุยกันถึงการกระทำที่ดี /ไม่ดีที่เกิดที่เกิดในครอบครัว และให้ช่วยกันหาแนวทางแก้ไข ๓. กิจกรรมให้ความรู้แก่พ่อแม่ในการหยุดใช้การหยุดความรุนแรงต่อลูก ส่งเสริมวิธีการและเทคนิคในการควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่ เพื่อช่วยลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ๔. กิจกรรมบนเวทีสร้างความรักสามัคคีในครอบครัวและกิจกรรมฐานเพื่อสร้างพัฒนาการและความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
๑. สมาชิกในครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิบทบาทและหน้าที่ขอตนเองต่อคนในครอบครัวมากขึ้น ๒. สมาชิกในครอบครัวมีภูมิคุมกันต่อความกดดันและอารมณ์ต่อคนในครอบครัวมากขึ้น ๓. สมาชิกในครอบครัวมีความผูกพันธ์และเข้าใจลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคจิตเสื่อม