กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ”การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน(BLS)และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าอัตโนมัติ(AED) แก่นักเรียนและนักศึกษาในเขตเทศบาลนครสงขลา ปีงบประมาณ 2562

กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลนครสงขลา

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ”การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน(BLS)และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าอัตโนมัติ(AED) แก่นักเรียนและนักศึกษาในเขตเทศบาลนครสงขลา ปีงบประมาณ 2562

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ”การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน(BLS)และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าอัตโนมัติ(AED) แก่นักเรียนและนักศึกษาในเขตเทศบาลนครสงขลา ปีงบประมาณ 2562
รหัสโครงการ 62-L7250-01-17
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลสงขลา
วันที่อนุมัติ 18 กุมภาพันธ์ 2562
ปี 2562
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 มีนาคม 2562 - 31 สิงหาคม 2562
งบประมาณ 118,990.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ (นางปาณิสรา สิทธิคง) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
พื้นที่ดำเนินการ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
ประเด็น
แผนงานเด็ก เยาวชน ครอบครัว
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

ปี 2561 กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำโครงการอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา 66 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ที่จังหวัดนนทบุรี สงขลา ปัตตานี รวมกว่า 1,500 คน และในกลุ่มบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลาง จำนวน 20 รุ่น รวม 1,000 คน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ ( AED) สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้อย่างถูกวิธี รวดเร็ว ทันท่วงที เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตแก่ผู้ที่มีจากภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา “แต่ละปี คนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกว่า 54,000 คน หรือเฉลี่ย 1 ชั่วโมงละ 6 คน แต่หากได้รับการช่วยเหลือด้วยการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) อย่างถูกต้อง และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ภายในระยะเวลา 4 นาทีหลังจากหัวใจหยุดเต้น จะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้ อย่างเช่นกรณีน้องน้ำว้า นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเพชรพิทยาคม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ที่นำความรู้เรื่องการ CPR ที่ได้รับจากการเข้าค่ายอบรมค่ายหนึ่ง สามารถช่วยชีวิตคนตกต้นไม้และหัวใจหยุดเต้นรอดชีวิต จนได้รับความชื่นชมอย่างมากบนโลกโซเชียล”
ศูนย์บริหารงานบริการปฐมภูมิเครือข่ายบริการสุขภาพ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสงขลา เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ”การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน(BLS)และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าอัตโนมัติ(AED) แก่นักเรียนและนักศึกษาในเขตเทศบาลนครสงขลา ปีงบประมาณ 2562 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษาในเขตเทศบาลนครสงขลา เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยให้พ้นจากอันตรายได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพก่อนถึงโรงพยาบาลต่อไป

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. ๑. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความรู้ในการปฐมพยาบาล และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน
  2. ๒. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับการฝึกทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่อง ช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) ได้อย่างถูกต้อง
การดำเนินงาน/กิจกรรม
วิธีดำเนินการ

ขั้นเตรียมการ ๑. ดำเนินการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติ ๒. ประสานงานโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ/มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. ประชุมชี้แจงโครงการแก่เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง/คณะทำงาน ในรายละเอียดโครงการ/ กิจกรรม         และติดตามการดำเนินงานโครงการ 2. การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมที่ ๑. การช่วยฟื้นคืนชีพ กิจกรรมที่ ๒. การใช้เครื่อง AED กิจกรรมที่ ๓. การปฐมพยาบาลเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอในเด็กและผู้ใหญ่   2.1 การจัดอบรมนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 5 วัน   2.2 การจัดอบรมนักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จำนวน 1 วัน   ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. ติดตาม/ประเมินผลการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้แบบประเมินความรู้-ทักษะก่อนและหลังการ       อบรม 2. ผู้เข้าอบรมผ่านการฝึกทักษะการปฏิบัติการจริงจากสถานการณ์จำลองทั้ง 3 กิจกรรมได้อย่าง       ถูกต้อง โดยมีครูพี่เลี้ยงเป็นผู้ประเมิน 3. สรุปผลการดำเนินงาน /ประเมินผลโครงการ และจัดทำเอกสารรูปเล่ม

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. กระตุ้นเตือนให้ผู้เข้ารับการอบรมตระหนักรู้และเข้าใจ ในการมีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
  2. ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้และทักษะในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถช่วยเหลือตนเองและ   บุคคลใกล้ตัวได้อย่างถูกวิธีก่อนถึงโรงพยาบาล
  3. สามารถลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและลดค่าใช้จ่ายทางด้านค่ารักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น