โครงการคลินิก DPAC สุขใจไร้พุง
โครงการคลินิก DPAC สุขใจไร้พุง
| ชื่อโครงการ/กิจกรรม | โครงการคลินิก DPAC สุขใจไร้พุง | |
| รหัสโครงการ | 2564-L3351-01-07 | |
| ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ | โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งยาว | |
| วันที่อนุมัติ | 21 กันยายน 2563 | |
| ปี | 2564 | |
| ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 1 มกราคม 2564 - 31 กรกฎาคม 2564 | |
| งบประมาณ | 6,100.00 | |
| ผู้รับผิดชอบโครงการ | นายเอนก กลิ่นรส | |
| พื้นที่ดำเนินการ | ตำบลโคกชะงาย อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง |
- ร้อยละของประชากร(อายุมากกว่า 15 ปี) ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะอ้วน ลงพุง ขนาด 0.50
ปัจจุบันวิถีชีวิตของประชาชนไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่ในเขตเมืองเริ่มมีรูปแบบการบริโภคอาหารต่างไปจากเดิม อันมีผลทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการขึ้นในกลุ่มต่างๆ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงโรคข้อ และอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามทางโภชนาการควบคู่กับการออกกำลังกายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้จะต้องเน้นการดูแลด้านสุขภาพให้ได้รับสารอาหารพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย
องค์การอนามัยโลกได้ประกาศในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ว่า ภาวะโภชนาการเกินและโรคอ้วน เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญซึ่งต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากเป็นปัญหาหนึ่งซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและปัญหาทางจิตสังคมอย่างชัดเจน โรคที่เป็นผลกระทบจากภาวะโภชนาการเกินและโรคอ้วนต่อสุขภาพที่พบในผู้ใหญ่ ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อม ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งลำไส้ โรคซึมเศร้า เป็นต้น และยังพบว่าการตายในผู้ที่อายุระหว่าง ๒๐-๗๔ ปี กว่าครึ่งหนึ่ง มีผลมาจากความอ้วน ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นสาเหตุการตายของคนทั่วโลกปีละ ๑๗ล้านคนและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นโดยคาดว่าอีก ๑๕ ปีข้างหน้าหรือในปีพ.ศ.๒๕๖๕ ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวประมาณ๒๕ล้านคนซึ่งจะมีประชากรในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาประมาณ ๑๙ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๖ ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดปัญหาสุขภาพเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค เป็นภาระของครอบครัวและประเทศนอกจากนี้ยังปรากฏว่า ร้อยละ ๒-๘ ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนในปัจจุบันเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นผลกระทบจากโรคอ้วน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้หลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาเกี่ยวกับความชุกของภาวะโภชนาการเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุอย่างรวดเร็ว
โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) เป็นฆาตกรเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง คนที่อ้วนลงพุง จะมีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป โดยมีเส้นรอบเอวของเพศชายเกิน ๓๖ นิ้ว หรือ ๙๐ เซนติเมตร เพศหญิงเกิน ๓๒ นิ้ว หรือ ๘๐เซนติเมตรซึ่งไขมันเหล่านี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน
หลักสำคัญในการดูแลสุขภาพและการลดรอบเอวเพื่อก้าวสู่การมีสุขภาพดีคือ การดูแลและให้ความรู้ด้านโภชนาการอาหารการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพการดูแลสุขภาพจิต และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา ควรเลือกกินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ให้หลากหลายและพอเพียง งดหวานมัน เค็มหมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ควบคู่กับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากไม่มีเวลาออกกำลังกายมากพอก็ควรเดินให้ได้วันละ ๑๐,๐๐๐ ก้าว และพักผ่อนให้เพียงพอถ้าน้ำหนักตัวลดลง ร้อยละ ๕-๑๐ ของน้ำหนักเดิม ไขมันในช่องท้องจะลดลงไปได้ถึงร้อยละ ๓๐
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งยาวจึงจัดตั้งคลินิกไร้พุง (Diet & Physical Activity Change Clinic : DPAC) ในชมรมสร้างสุขภาพในสังกัดหน่วยงานและผู้รับบริการที่ดัชนีมวลกายเกินเพื่อการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มสมาชิกด้านโภชนาการกับการออกกำลังกาย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้งานส่งเสริมสุขภาพอนามัยกลุ่มสมาชิกชมรมสร้างสุขภาพ โดยทั่วหน้า
- เพื่อจัดบริการตรวจสุขภาพ ประเมินสภาวะสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงทุกคน
- เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมมีรอบเอวเข้าสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 30
- อบรมกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงที่สมัครใจลดความอ้วน จำนวน 25 คน
- ประเมินค่าดัชนีมวลกาย กลุ่มเป้าหมาย ก่อน - หลังเข้าร่วมกิจกรรม ตามโครงการ
- เรียนรู้ร่วมกัน
- กลุ่มเสี่ยงออกกำลังกายแบบแอโรบิคลดพุง
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งยาวจัดบริการตรวจสุขภาพประเมินสภาวะสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยง และคัดกรองต่อโรคอ้วนลงพุงทุกคน
- จำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการคลินิกไร้พุงรอบเอวปกติ ร้อยละ 30
- อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองลดลง