กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

โครงการพัฒนาระบบบริการ"มะเร็งครบวงจร"

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการพัฒนาระบบบริการ"มะเร็งครบวงจร"
รหัสโครงการ 68-50105-01-02
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศาลาตำเสา
วันที่อนุมัติ 22 มกราคม 2568
ปี 2568
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 กุมภาพันธ์ 2568 - 31 สิงหาคม 2568
งบประมาณ 16,525.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางศิรานันท์ บุตรบุรี
พื้นที่ดำเนินการ
ประเด็น
แผนงานโรคเรื้อรัง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล
  1. ร้อยละ90ของสตรีกลุ่มเป้าหมายอายุ30-70ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ขนาด 93.00
  2. ร้อยละสตรีกลุ่มเป้าหมายอายุ30-60ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก HPV DNA TEST ขนาด 20.00
  3. ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงและส่งต่อได้รวดเร็ว ขนาด 90.00
  4. ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีและส่งต่อได้รวดเร็ว ขนาด 80.00
  5. ร้อยละของเด็กนักเรียนหญิง อายุ 11-20ปีในโรงเรียนเขตรับผิดชอบได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ขนาด 90.00

โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทยสำหรับ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ตามลำดับ) ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็ง เกิดจากการมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ที่น้อยเกินไป รวมทั้งการขาด การออกกำลังกายที่เพียงพอ การควบคุมมะเร็งให้มีประสิทธิภาพ นอกจากการปรับพฤติกรรม สุขภาพแล้ว มีหลักฐานการศึกษาที่ชัดเจนว่าการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหารอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็ง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่สำคัญได้ โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยโดยมะเร็งปากมดลูกมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดและมีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศาลาตำเสาปีงบประมาณ 2567 พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายลำดับ 2 รองจากโรคชรา สำหรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกแม้จะเป็นวิธีการตรวจคัดกรองที่ง่ายสะดวกแต่พบว่ากลุ่มเป้าหมายจำนวนมากยังมีทัศนคติและความเขินอายในการตรวจ สำหรับมะเร็งเต้านมกลุ่มเป้าหมายสามารถตรวจคัดกรองได้เองทุกเดือนหรือสามารถเข้ารับการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านนอกจากจะสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วความจำเป็นในการตรวจคัดกรองเพื่อเป็นการหาเซลล์มะเร็งให้พบในระยะเริ่มแรกเพื่อรักษาให้หายขาดได้สำหรับมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกันนอกจากนั้นแล้วยังมีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็กนักเรียนหญิงอายุ 11 - 20 ปี ซึ่งการฉีดป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศาลาตำเสาได้เล็งเห็นถึงปัญหา และความสำคัญร่วมถึงตอบสนองนโยบายด้านสาธารณสุขประเด็น"มะเร็งครบวงจร" จึงจัดทำฌครงการพัฒนาระบบบริการ "มะเร็งครบวงจร"รพ.สต.บ้านศาลาตำเสา ประจำปีงบประมาณ 2568 ขึ้นโดยการให้ความรู้สร้างความตระหนักและกระตุ้นการตรวจคัดกรองมะเร็งเพิ่มมากขึ้นเพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ให้รับการรักษาที่รวดเร็วเหมาะสมรวมไปถึงการติดตามผู้ป่วยรายใหม่ในระยะเริ่มต้นสู่กระบวนการรักษาที่ต่อเนื่องช่วยลดอัตราตายต่อไป

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. เพื่อให้สตรีกลุ่มเป้าหมายอายุ30-70ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
  2. เพื่อให้สตรีกลุ่มเป้าหมายอายุ30-60ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก HPV DNA TEST
  3. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงและส่งต่อได้รวดเร็ว
  4. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี
  5. เพื่อให้เด็กนักเรียนหญิง อายุ 11-20ปีในโรงเรียนเขตรับผิดชอบได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. ประชุมวางแผนการดำเนินร่วมกันกับภาคีเครือข่าย
  2. ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเป้าหมาย
  3. ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี
  4. จัดทำข้อมูลสารสนเทศและทบทวนการตรวจคัดกรอง แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  5. รณรงค์การตรวจคัดกรองมะเร็งในชุมชน
  6. อบรมให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง
  7. ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้กลุ่มเป้าหมาย (Fit Test)
  8. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในเด็กนักเรียนหญิงอายุ 11-20 ปี โรงเรียนบ้านหยีในสามัคคี
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ประชาชนกลุ่มเป้าหมายรับรู้ปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งมีความรู้ในการป้องกันการเกิดโรคเพื่อลดอัตราป่วยมะเร็งรายใม่และอัตราการตายด้วยโรคมะเร็ง 2.กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจคัดกรองมากขึ้นและเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างรวดเร็วในรายที่ผิดปกติ 3.อัตราการป่วยและอัตราการตายจากโรคมะเร็งลดลง 4.ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้รับการดูแลตามมาตรฐานการดูแลและการพยาบาลระยะท้าย