กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

directions_run

โครงการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะอ้วนลงพุง ปี 63

กองทุนสุขภาพตำบล เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

โครงการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะอ้วนลงพุง ปี 63

รายละเอียดโครงการ
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ/กิจกรรม โครงการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะอ้วนลงพุง ปี 63
รหัสโครงการ 61-L6961-01-31
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ ผู้ป่วยนอกแผนกอายุรกรรม
วันที่อนุมัติ 10 กรกฎาคม 2563
ปี 2563
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 กรกฎาคม 2563 - 31 ธันวาคม 2563
งบประมาณ 29,500.00
ผู้รับผิดชอบโครงการ นางสาวกิรณา อรุณแสงสด
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส
ประเด็น
แผนงานกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง
สถานการณ์/หลักการและเหตุผล

ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome)เป็นภาวะที่เกิดความไม่สมดุลกันในการรับประทานอาหาร การเผาผลาญสารอาการ และการใช้พลังงานของร่างกาย ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันโดยแพร่หลายว่า ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม จะนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆมากมาย ได้แก่โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันเกาะตับ โรคข้อเสื่อม โรคไตเรื้อรัง เป็นต้นการที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ต้องประกอบไปด้วยความผิดปกติอย่างน้อย ๓ จาก ๕ ข้อ ดังต่อไปนี้๑.เส้นรอบเอว (Waist Circumference)มากกว่าหรือเท่ากับ ๙๐ เซนติเมตรในเพศชาย หรือ ๘๐ เซนติเมตรในเพศหญิง๒.ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร๓.ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) มากกว่า หรือเท่ากับ ๑๕๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร๔.ระดับไขมันเอชดีแอล (HDL- High density lipoprotein cholesterol)น้อยกว่าหรือเท่ากับ ๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย และ ๕๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง ๕.ระดับความดันโลหิตสูงกว่าหรือเท่ากับ ๑๓๐/๘๕ มิลลิเมตรปรอทจากการติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) โดยการสำรวจสุขภาพคนไทย พบว่า สถิติความชุกของการเกิดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ในปี 2534-2540-2547-2552 เพศชายมีความชุก 12.2 ,19.4 , 23.9 และ 30.8 ตามลำลับ เพศหญิง 21.8 , 30.8 , 36.5 และ 43.5 ตามลำดับ
เมื่อติดตามข้อมูลในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๒ พบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ได้แก่ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) มากกว่าหรือเท่ากับ ๑๕๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๓ ในเพศชาย และร้อยละ ๑๐.๘ในเพศหญิงและที่มีระดับไขมันเอชดีแอล(HDL- High density lipoprotein cholesterol)น้อยกว่าหรือเท่ากับ ๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย คิดเป็นร้อยละ๒๕.๙๖ และผู้ป่วยเพศหญิงที่มีไขมันเอชดีแอล (HDL- High density lipoprotein cholesterol)น้อยกว่าหรือเท่ากับ ๕๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๗๔ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะอ้วน โดยพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index - BMI) ตั้งแต่ ๓๐ กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นทุกปีต่อเนื่องโดย ร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มี ดัชนีมวลกาย ≥๓๐ กก./ม.๒ ตั้งแต่ปี 2560-2561-2562ร้อยละ 19.11 , 19.23 และ 20.10 ตามลำดับ
ผู้ป่วยที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) เหล่านี้ หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ก็จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆได้ลดลง และสามารถกลับมาเป็นประชากรปกติที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถลดการใช้ยา และยังสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งเป็นประชากรที่มีคุณภาพเพื่อจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปได้ในอนาคตหน่วยงานผู้ป่วยนอก แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลสุไหงโก-ลกตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงดำเนินการจัด โครงการ '4S -Slim - Strong - Smart - Sustainable' ขึ้น

วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
  1. ๑. เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น
  2. 2. เพื่อลดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome)
  3. ๓. เพื่อเพิ่มความเข้าใจและเสริมสร้างสุขนิสัยในการดำรงชีวิตเพื่อมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรค
  4. ๔. เพื่อสร้างแกนนำผู้ป่วยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
การดำเนินงาน/กิจกรรม
  1. บรรยายให้ความรู้เรื่อง ความดันโลหิตสูง สู้ Stroke
วิธีดำเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๘.๑ ผู้ป่วยมีความรู้และความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปสู่ทางที่ถูกต้อง ๘.๒ ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตและปรับเปลี่ยนภาวะเมตาบอลิกซินโดรมให้กลับสู่สุขภาวะได้ ๘.๓ ผู้ป่วยสามารถให้คำแนะนำและเป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพแก่ผู้ป่วยอื่นๆ