โครงการอบรมการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ประจำปี 2564
-
นายมนะ โสสนุย ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
-
นางศิวพร สุนทรีวงศ์ หัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณสุข
-
น.ส.คณิตา คงแก้ว พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
-
น.ส.ชญาภา ขันทกะพันธ์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
-
นายพูลมนัส ชาติลีฬหา นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ
ภาวะหัวใจหยุดเต้นและหรือหยุดหายใจเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest: CA) เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือจากโรคหัวใจขาดเลือด (Cardiac Cause) จากการมีโรคหัวใจอยู่เดิมซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มักพบว่ามีหัวใจเต้นผิดปกติชนิดที่สั่นพลิ้วไม่มีแรงบีบตัวเพื่อให้เลือดออกจากหัวใจ (Ventricular Fibrillation: VF) สาเหตุที่ 2 คือ การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายจากอุบัติเหตุต่างๆมักเกิดเหตุนอกโรงพยาบาล (Out-of-Hospital Cardiac Arrests: OHCA) เช่นใน ปี พ.ศ.2557 ในอเมริกา มีผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล จำนวน 424,000 คน มีอัตราการเสียชีวิตทั้งนอกและในโรงพยาบาลจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย ประมาณร้อยละ 50 ในประเทศไทย มีผู้ป่วย OHCA โดยประมาณคือ 0.5-1.0 ต่อ 1,000 รายต่อปี เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและอุบัติเหตุจราจร และคาดการณ์ได้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีอัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น โดยพบอัตราตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จาก 20.25 คนต่อแสนประชากร เป็น 27.83 คนต่อแสนประชากร ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมีโอกาสเสียชีวิตในไม่กี่นาทีภายหลังหัวใจหยุดเต้น การเริ่มกดนวดหน้าอกโดยเร็ว มีผลต่อการกลับมาเต้นของหัวใจ ผู้พบเห็นคนแรกที่เริ่มทำการฟื้นคืนชีพเร็ว มีความสัมพันธ์กับอัตรารอดชีวิตที่เพิ่มขึ้น ตามหลักการห่วงโซ่ของการอยู่รอด ( Chain of Survival ) ปี พ.ศ.2558 สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา(American Heart Association: AHA) ให้ข้อเสนอแนะว่าบุคคลแรกที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์(Bystander) ที่พบเห็นเหตุการณ์ มีบทบาทสำคัญใน 3 ห่วงแรกของการช่วยชีวิต คือ 1) เมื่อพบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉินทันที 2) เริ่มกดนวดหน้าอก (Chest Compression) ให้เร็วภายในเวลา 4 นาที และ 3) กระตุ้นหัวใจด้วยเครื่องไฟฟ้า (AED) แต่พบว่าผู้ป่วย OHCA ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพโดยผู้พบเห็นคนแรกค่อนข้างน้อย อัตราการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาลค่อนข้างต่ำคือประมาณร้อยละ 7.6-7.9 เท่านั้น การให้คำแนะนำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานจึงมีความสำคัญมากเนื่องจากช่วยเพิ่มจำนวนการช่วยฟื้นคืนชีพจากผู้พบเห็นคนแรกทำให้เริ่มการกดนวดหน้าอกครั้งแรกเร็วขึ้น นำไปสู่การมีชีวิตรอดที่เพิ่มขึ้น
จากการที่เทศบาลนครตรังได้จัดซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์หรือการแพทย์เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จำนวน 5 เครื่อง เพื่อติดตั้ง ณ สถานที่สาธารณะที่มีคนอยู่อาศัยและใช้บริการเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ชมรมเทนนิสเทศบาลนครตรัง(สนามกีฬาทุ่งแจ้ง), สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 95 (เขาแปะช้อย), อนุสาวรีย์พระยารัษฏานุ-ประดิษฐ์มหิศรภักดี และสวนสาธารณะสระกะพังสุรินทร์ เนื่องจากเครื่องAEDเป็นเครื่องมือใหม่ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรับผิดชอบ ณ สถานที่ติดตั้งเครื่องAED อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป ยังไม่มีความชำนาญในการใช้งานงานส่งเสริมสุขภาพ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครตรัง ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าวข้างต้นจึงจัดการอบรมการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น(CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรับผิดชอบ ณ สถานที่ติดตั้งเครื่องAED อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนทั่วไปเกิดความรู้ ความเข้าใจในการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น สามารถใช้เครื่องAEDช่วยเหลือผู้ที่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน30
-
กลุ่มวัยทำงาน30
-
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน30
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประเมินความรู้เรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED)
ประเมินความรู้เรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ก่อนและหลังการอบรม - ค่าแบบฟอร์มประเมินความรู้เรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ก่อนและหลังอบรม
จำนวน 180 แผ่นๆละ 0.5 บาท เป็นเงิน 90.- บาท - กำหนดการอบรมโครงการจำนวน 90 แผ่นๆละ 0.5 บาท เป็นเงิน 45.- บาท - แบบประเมินความพึงพอใจโครงการ จำนวน90 แผ่นๆละ 0.5 บาท เป็นเงิน 45.- บาท1 พฤษภาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2564ร้อยละ 80 ของผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะเรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR)และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) เพิ่มขึ้น
180.00 บาท -
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED)
2.1 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2.2 การช่วยกู้ชีพเบื้องต้น(CPR) 2.3 การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) 2.4 การดูแลรักษาเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) 2.5 การแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 2.6 จัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อฝึกทักษะรายบุคคลในการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น(CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) - ค่าป้ายไวนิลประชาสัมพันธ์โครงการ ขนาด 1.5 x 3 เมตร คิดเป็น 4.5 ตารางเมตรๆละ 120 บาท เป็นเงิน 540.- บาท
- ค่าปากกา จำนวน 90 ด้ามๆละ 5 บาท เป็นเงิน 450.- บาท - สมุดบันทึก จำนวน 90 เล่มๆละ 20 บาท เป็นเงิน 1,800.- บาท - ค่าเอกสารคู่มือให้ความรู้เรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น(CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จำนวน 90 เล่มๆละ 50 บาท เป็นเงิน 4,500.- บาท - ค่าสมนาคุณวิทยากร รายละเอียดดังนี้ - วิทยากรภาคบรรยาย 1 คนจำนวน 1 ชั่วโมงๆละ 600 บาท จำนวน 3 รุ่น เป็นเงิน 1,800.-บาท - วิทยากรประจำกลุ่มเพื่อสาธิตและฝึกทักษะรายบุคคล จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 1 คน รุ่นละ 1 ชั่วโมงๆละ 300 บาท จำนวน 3 รุ่น เป็นเงิน 2,700.-บาท - ค่าเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติAutomated External Defibrillator (AED) Trainer สำหรับการสาธิต จำนวน 1 เครื่องๆละ 38,000 บาท เป็นเงิน 38,000.- บาท - หุ่นจำลองการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ใหญ่-แบบครึ่งตัวมีไฟแสดงผลจำนวน 2 ตัวๆละ 28,000 บาท เป็นเงิน 56,000.- บาท - ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มผู้เข้าร่วมอบรมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 40 คนๆละ 25 บาท จำนวน 3 รุ่น เป็นเงิน 3,000.- บาท1 พฤษภาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2564ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการอบรม สามารถทำการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
108790.00 บาท
- ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR)
- ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED)
- ผู้เข้ารับการอบรมมีทักษะการช่วยกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) ได้อย่างถูกต้อง
- ผู้เข้ารับการอบรมสามารถใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ได้อย่างถูกต้อง
