โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ชะลอชรา ชีวายืนยาว ประจำปี 2566
ปัจจุบันสังคมไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนจำนวนประชากรในวัยทำงานและวัยเด็กลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายด้านประชากร การวางแผนครอบครัว มีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งประชากรที่อยู่ในวัยสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2559 โดยประเทศไทยมีจำนวนประชากร 65.9 ล้านคน มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน (ร้อยละ 16.5 ของประชากรทั้งหมด) ซึ่งในปี 2565 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “ สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ” มีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด ” คือมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (ปราโมทย์ ประสาทกุล,2560 การสำรวจสุขภาวะผู้สูงอายุไทย) รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงได้มีพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ 2546 เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริมและสนับสนุนตามกฎหมาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้รับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี โดยกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า “ภายในทศวรรษต่อไป คนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น และภายใน 10 ปี อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ไม่น้อยกว่า 85 ปี อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี ไม่น้อยกว่า 75 ปี
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์สำหรับวัยผู้สูงอายุ คือ 1.พฤติกรรมการออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 15 –30 นาที 2.การรับประทานผักสด ผลไม้สด เป็นประจำ 3.การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว 4.การไม่สูบบุหรี่ /ไม่สูบยาเส้น 5.การไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่นสุรา เบียร์ ยาดองเหล้า จากการทบทวนและการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ พบว่า ปัญหาการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ มีผล กระทบอย่างรุนแรงต่อการเสียชีวิต ความพิการ และการดูแลของครอบครัว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ
ปี 2565 อำเภอเบตง มีประชากรทั้งหมด 47,305 คน มีจำนวนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 7,167 คน มีการจัดระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยการคัดกรองความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน จำนวน 6,401 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ติดสังคม จำนวน 6,321 คน ติดบ้าน จำนวน 58 คน และติดเตียง จำนวน 22 คน
กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลเบตง จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ชะลอชรา ชีวายืนยาว ประจำปี 2566 นี้ขึ้น เพื่อให้ชมรมผู้สูงอายุ มีความรอบรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพ และจัดทำแผนส่งเสริมสุขภาพดี ชะลอชรา ชีวายืนยาว (Wellness Plan) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
-
เพื่อให้แกนนำผู้สูงอายุ มีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพ0.00
ร้อยละ 80 แกนนำผู้สูงอายุ มีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพ
-
เพื่อให้แกนนำชมรมผู้สูงอายุมีแผนการส่งเสริมสุขภาพดี ชะลอชรา ชีวายืนยาว0.00
ร้อยละ 90 แกนนำผู้สูงอายุมีแผนการส่งเสริมสุขภาพดี ชะลอชรา ชีวายืนยาว รายบุคคล
-
กลุ่มผู้สูงอายุ35
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้
-ค่าอาหารกลางวัน
40 คน x 60 บาท x 1 มื้อ = 1,800 บาท
-ค่าอาหารว่าง
40 คน x 25 บาท x 2 มื้อ = 1,500 บาท
-ค่าสมนาคุณวิทยากร (บรรยาย)
1 คน x 600 บาท x 3 ชม. = 1,800 บาท
-ค่าสมนาคุณวิทยากร (ปฏิบัติ)
2 คน x 600 บาท x 3 ชม. = 3,600 บาท
-ค่าพาหนะเดินทางวิทยากร (ไป-กลับ)
230 บาท x 2 เที่ยว x 2 คน = 920 บาท
-ค่าที่พักวิทยากร
1,000 บาท x 1 ห้อง x 1 คืน = 1,000 บาท
-ค่าเอกสารประกอบ (คู่มือส่งเสริมสุขภาพ)
60 บาท x 40 เล่ม = 2,400 บาท
-ค่าวัสดุอุปกรณ์ประกอบการจัดกิจกรรม
(แฟ้ม ปากกา สมุด กระดาษ)
35 คน x 40 บาท = 1,400 บาท
-ค่าเอกสารจัดทำรูปเล่มสรุปโครงการพร้อม
แฟลชไดร์ฟ จำนวน 2 ชุด = 1,000 บาท
1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 256615420.00 บาท -
ประชุมแลกเปลี่ยน ปัญหาและอุปสรรค
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
40 คน x 25 บาท x 1 มื้อ = 1,000 บาท
1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 25661000.00 บาท -
ติดตามและสรุป ผลการทำแผนส่งเสริม สุขภาพดี
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
40 คน x 25 บาท x 1 มื้อ = 1,000 บาท
1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 25661000.00 บาท
- แกนนำชมรมผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพ
- แกนนำชมรมผู้สูงอายุมีแผนการส่งเสริมสุขภาพดี ชะลอชรา ชีวายืนยาว
