โครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย เขตเทศบาลตำบลบูเก๊ะตา อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ปี 2566
ประชากรไทยมีอาชีพพื้นฐานอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบผู้มีรายได้น้อย แต่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิต ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบู๊ท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกายเช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคติอมไร้ท่อ โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ตำบลโละจูด เป็นตำบลหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำสวนยางพารา ทำนา ทำไร่ข้าวโพด ทำสวนปลูกพืชผัก ผลกระทบจาการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้างและยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง จากผลการคัดกรองภาวะเสี่ยงในเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในปี 2565 โดยแบบ คัดกรอง พบจำนวนกลุ่มเสี่ยง 50 คน ผลการตรวจเลือดระดับปกติ จำนวน 4 คน คิดเป็น ร้อยละ 8 ผลการตรวจเลือดระดับปลอดภัย จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 18 ผลการตรวจเลือดระดับเสี่ยง จำนวน 24คน คิดเป็น ร้อยละ 48 ผลการตรวจเลือดระดับไม่ปลอดภัย จำนวน 13 คน คิดเป็น ร้อยละ 26 จากข้อมูลดังกล่าว แสดงว่าเกษตรกรในตำบลโละจูด ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโล๊ะจูด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรตำบลโละจูด จึงได้จัดทำโครงการโครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย ในเขตเทศบาลตำบลบูเก๊ะตา ปี 2566 ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่าปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใด เพื่อทำการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป
-
1 เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองหาสารเคมีในเลือด1.00
ร้อยละของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองหาสารเคมีในเลือด
-
2 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้1.00
เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร
-
กลุ่มวัยทำงาน50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้ เรื่องเกี่ยวกับสารพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มคนละ 25 บาท ต่อมื้อ จำนวน 1 มื้อต่อวัน จำนวน 50 คน
เป็นเงิน 1,250 บาท - ค่าอาหารกลางวันคนละ 50 บาท ต่อมื้อ จำนวน 50 คน เป็นเงิน 2,500 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร 3 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาท จำนวน 1 คน
เป็นเงิน 1,800บาท - ค่าวัสดุ ( แฟ้ม สมุด ปากกา) เป็นเงิน 2,000 บาท
- ไวนิลจัดอบรมขนาด 1.5x3 เมตร เป็นเงิน 950 บาท
29 มิถุนายน 2566 ถึง 29 มิถุนายน 25668500.00 บาท - ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มคนละ 25 บาท ต่อมื้อ จำนวน 1 มื้อต่อวัน จำนวน 50 คน
-
เจาะเลือดเกษตรกลุ่มเสี่ยง
- กระดาษทดสอบ(Cholinesesterase) จำนวน 100 เทสๆละ 15 บาท
เป็นเงิน 1,500 บาท
29 มิถุนายน 2566 ถึง 29 มิถุนายน 25661500.00 บาท - กระดาษทดสอบ(Cholinesesterase) จำนวน 100 เทสๆละ 15 บาท
1.เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองหาสารเคมีในเลือดตามเป้าหมาย 2.เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร 3.เกษตรกรทราบว่าตนเองได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้
